ฆาตกรทุบหัว ฆ่าโหดเด็กชายวัย 5 ขวบ ทิ้งหนองน้ำ รับแค้นครอบครัวเด็กกีดกันความรัก ยังปฏิเสธการทำแผน ตำรวจคุมตัวสอบเครียด มั่นใจหลักฐาน และผู้ต้องหาสารภาพเป็นผู้ลงมือ คาดคุมตัวฝากขังพรุ่งนี้ ขณะที่พ่อเด็ก ยัน 29 ส.ค.นี้ จะวันครบ 6 ขวบลูกชาย ใจหายที่วันนี้ตื่นมาแล้วไม่เจอกันอีกแล้ว อยากให้คนก่อเหตุได้รับโทษประหารชีวิต
เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 66 จากกรณี นายจาย กองคำ อายุ 30 ปี ผู้ต้องหา คดีอุ้มเด็กจาก ร.ร.ศรีปิงเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อบ่ายวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา ก่อนใช้กำปั้นทุบเด็ก แล้วรัดคอจนเด็กขาดอากาศหายใจ ก่อนนำเด็กไปซุกในโพรงไม้ หนองน้ำขะจาว ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง ซึ่งผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยัง สภ.เมืองเชียงใหม่ เช้านี้ พบว่า นายจาย กองคำ ยังถูกคุมขังที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งผู้ต้องหากินอิ่ม นอนหลับ ไม่รู้สึกเครียด
พ.ต.อ.ภูวนาถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า คดีนี้ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร เพราะจากพยานหลักฐานทั้งหมด ผู้ต้องหาก็ให้การรับสารภาพว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุเอง ไม่มีใครร่วมด้วย ซึ่งในส่วนของตำรวจนั้นก็ได้ให้ทางสิบเวรดูแลผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นว่าผู้ต้องหาเครียด จะคิดสั้นฆ่าตัวตาย โดยผู้ต้องหารายนี้เบื้องต้นตำรวจได้ตั้งข้อหา พรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล และฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา
...
ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่โรงเรียนศรีปิงเมือง ซึ่งเป็นโรงเรียนของเด็ก เพื่อจะขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการในการรักษาความปลอดภัยของโรงเรียน แต่ทาง ผอ.ร.ร. อ้างว่า อยู่ด้านนอก ไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ และไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้
ด้าน นายอ่าว น่ายอู อายุ 32 ปี ซึ่งเป็นพ่อของเด็กชาย ก. ที่เสียชีวิต ได้เปิดใจกับผู้สื่อข่าว กรณีที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ว่า ปกติตนเองและภรรยา ก็ไม่ค่อยได้พบกับน้องสาวของภรรยาเท่าไร เนื่องจากพักและทำงานกันอยู่คนละที่ ส่วนน้องสาวและผู้ต้องหานั้นเคยมาหาตนเองไม่กี่ครั้ง รู้เพียงว่าเป็นแฟนกัน คบกันอยู่ประมาณ 3-4 เดือน ก่อนที่จะเลิกรากัน รู้จักเพียงชื่อเล่นเท่านั้น ทางครอบครัวไม่ได้เข้าไปข้องเกี่ยวเรื่องส่วนตัวแต่อย่างใด เพียงแต่วันที่ลูกชายไปสมัครเรียนที่โรงเรียนนั้น น้องสาวและผู้ต้องหาเคยไปส่งเท่านั้น แต่คนที่จะไปรับไปส่งลูกชายทุกวันคือตน จะมีบางครั้งเท่านั้นที่จะขอให้น้องสาวและผู้ต้องหาไปรับแทน แต่ก็ไม่ได้ติดใจทางโรงเรียนที่ปล่อยลูกไปกับผู้ต้องหา ซึ่งอาจจะมีการกล่าวอ้างด้วยความที่เคยไป และรู้จักกับลูกชายเราด้วย แต่เราก็ไม่เคยคิดว่าคนเราจะทำร้ายกันได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะกับเด็กที่ไม่รู้เรื่อง
ช่วงที่เลิกกับน้องสาว เคยขอให้ไปช่วยขนย้ายข้าวของออก แต่ก็ไม่ได้ไป เนื่องจากทำงานกัน ไม่ว่างที่จะไปช่วย จนกระทั่งมาเกิดเหตุในครั้งนี้ ส่วนที่ผู้ต้องหาอ้างว่าทางครอบครัวกีดกันจึงได้เกิดความโกรธแค้นนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวเรื่องส่วนตัวเลย ทุกครั้งที่ผู้ต้องหามาก็เพื่อมาส่งน้องสาวซึ่งขี่รถไม่เก่ง เลยจำเป็นต้องมาด้วย มาถึงก็จะนั่งเงียบ ไม่พูดไม่จากับใคร ถามตอบกันเพียง 3-4 คำ พูดกันไม่ถึง 5 นาที แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้เรียกกันด้วยซ้ำ แทบจะไม่ได้พูดคุยเรื่องส่วนตัวเลย แต่สังเกตพฤติกรรมก็จะเป็นคนเงียบๆ ไม่พูดจา จึงยืนยันได้ว่าไม่ได้เป็นปมขัดแย้งจนถึงกับทำให้เกิดความโกรธแค้นที่มาฆ่าลูกของตนเองได้เลย แม้แต่เรื่องส่วนตัวระหว่างผู้ต้องหากับน้องสาว รวมทั้งเรื่องราวที่ทำให้เลิกกัน ทางครอบครัวเองก็ไม่เคยรู้หรือถามหาเลย
"ในฐานะคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่ต้องสูญเสียลูกชายคนโตไปในวัยเพียง 5 ขวบ ซึ่งในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ น้องเองก็จะมีอายุครบ 6 ขวบ ตื่นมาตอนเช้าหลังจากที่ไม่มีลูกชายก็รู้สึกใจหาย ทั้งตัวเองและภรรยาก็ต้องร้องไห้ทุกครั้ง ทุกเช้าตื่นมาลูกชายก็จะมาวิ่งเล่นในโรงงาน ซึ่งเป็นทั้งที่พักและที่ทำงานของพ่อ หลังจากกินข้าวเปลี่ยนชุดแล้ว 7 โมงเช้า พ่อก็จะพาลูกชายไปส่งเองที่โรงเรียนทุกวัน วันนี้ตื่นมาต้องใจหายที่ไม่มีลูกแล้ว น้องเป็นคนที่ฉลาด พูดเก่ง เรียนเก่ง ครอบครัวเป็นชาวไทใหญ่ แต่ลูกคนนี้ได้เรียนหนังสือไทย เรียนภาษาไทยได้ทั้งเขียนและอ่านเก่งขึ้นทุกวัน"
...
ขณะเดียวกัน พ่อได้เล่าถึงคำพูดหนึ่งที่ทำให้ใจหายทุกครั้งเมื่อคิดถึง คือเมื่อประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้ อยู่ๆ ลูกชายได้พูดขึ้นมาทั้งๆ ที่เป็นเด็กเพียง 5 ขวบ ไม่มีใครสอน พูดขึ้นมาว่า หากลูกตายอยากจะกินเค้กทุเรียนสักก้อนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นจริงในวันนี้ ส่วนน้องชายซึ่งเป็นลูกคนเล็กวัย 3 ขวบ ก็เชื่อว่าน่าจะรับรู้ว่าพี่ชายของตนเองไม่อยู่แล้ว เพราะไม่พบหน้า ไม่ได้เล่นกันหลายวัน และทุกครั้งที่พ่อและแม่ร้องไห้ ลูกคนเล็กก็จะร้องไห้ไปด้วยกัน เหมือนรับรู้ถึงความสูญเสีย
ตอนนี้ศพของน้องยังต้องรอทางโรงพยาบาลและตำรวจติดต่อมา ซึ่งนายจ้างที่ดูแลตนเองเหมือนครอบครัว จะช่วยดำเนินการในเรื่องงานศพให้ในครั้งนี้ เพราะตัวเองไม่ค่อยรู้เรื่องของเอกสารและการดำเนินการต่างๆ ส่วนผู้ต้องหานั้น ตนเอง ครอบครัว และญาติพี่น้อง อยากให้มาขอขมาลูกชายและทุกคนในสิ่งที่ทำลงไป เนื่องจากตอนนี้ทางญาติพี่น้องต้องยอมรับว่ารับไม่ได้ และโกรธแค้นในสิ่งที่ผู้ต้องหาทำลงไป อยากให้ตำรวจดำเนินคดีไปให้ถึงที่สุด อยากให้ประหารชีวิตเลย "ลูกเราตาย มันก็ต้องตายด้วย" และสุดท้ายคำพูดที่ยังติดอยู่ในใจตลอดจนทำให้ตัวเองต้องสะอึกและร้องไห้ทุกครั้งเมื่อคิดถึงคำพูดลูก ในช่วงที่ตัวเองต้องออกไปทำงานจนกลับมาค่ำมืด เมื่อลูกบอกกับแม่ว่า "พ่อยังไม่มาหรือ อยากจะนอนกอดกับพ่อ"
...
ขณะที่ศพของเด็กชายคนดังกล่าว ขณะนี้ทางแพทย์ได้นำไปชันสูตรที่แผนกนิติเวชโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ซึ่งทางครอบครัวจะนำศพออกจาก รพ.ช่วงบ่าย และนำไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลศพที่วัดกู่เต้า.