เดือดจัด เด็กนายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ตบหน้า เตะ ต่อย ทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงาน ฐานไม่พอใจที่เมียของผู้เสียหายไม่เคารพเมียหัวหน้า อีกทั้งฝ่าฝืนคำสั่งไล่ให้ออกจากห้องพัก เตรียมร้องผู้ว่าฯ สระบุรี หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม และความไม่ปลอดภัย
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 พ.ต.ต.สมปอง ป้อมเกษตร สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสระบุรี รับแจ้งจากนายอภิชัย สุกใส อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 515 ถ.พิชัยฯ ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี พนักงานจ้างตามภารกิจช่วยราชการ (ป้องกัน) เทศบาลเมืองสระบุรี ถูกนายกิติพงษ์ ลูกรักษ์ พนักงานขับเครื่องจักรกลขนาดหนัก เทศบาลเมืองสระบุรี ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บ ขอให้นำตัวมาดำเนินคดีให้ด้วย เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ได้ทำบันทึกส่งตัวนายอภิชัยฯ ให้แพทย์ รพ.สระบุรี ตรวจร่างกาย แพทย์ระบุ บาดเจ็บที่เหนือกกหูขวาบวมช้ำ ดวงตาขวาช้ำ แผ่นหลัง และข้อศอกซ้ายมีรอยถลอก
จากนั้น พ.ต.ต.สมปอง พนักงานสอบสวน มอบหมายให้ชุดสืบสวน สภ.เมืองสระบุรี นำผู้เสียหายและผู้สื่อข่าว พร้อมบันทึกประจำวันไปขอดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุลานจอดรถหน้าห้องป้องกันเทศบาลเมืองสระบุรี เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี และจะเรียกพยานที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบเพิ่มเติมด้วย เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ไม่มีอะไรซับซ้อนว่ากันไปตามข้อเท็จจริง
นายอภิชัย (ผู้เสียหายให้การว่า) ก่อนเกิดเหตุ ตอนเช้าวันนี้ขณะที่ตนกำลังยืนพูดคุย กับน้องเพื่อนร่วมงานบริเวณที่จอดรถ จู่ๆ นายกิติพงษ์ ได้ขับขี่รถจยย. ส่วนตัวเข้ามาในที่ทำงาน พบตนยืนอยู่ พร้อมพูดใส่ตนด้วยเสียงดัง (ตะคอก) ว่า มึงจะออกหรือไม่ออก จากนั้นได้ใช้ฝ่ามือตบหน้าตน 1 ครั้ง แล้วขี่ จยย.เลยไปหาที่จอดในบริเวณนั้น แล้วเดินหวนกลับมาใช้เท้าเตะและต่อยตนจนล้มลงได้รับบาดเจ็บ ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานที่ยืนตกตะลึงดูอยู่ 2-3 คน ซึ่งตนก็ไม่ได้ต่อสู้ตอบโต้แต่อย่างใด คงได้เดินทางมาแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว
...
นายอภิชัย เล่าสาเหตุที่ตนถูกทำร้ายในครั้งนี้ ว่า สืบเนื่องมาจาก นายกิติรักษ์ คู่กรณี ได้รับความไว้วางใจ จากนายธีรรัตน์ จึงยิ่งเรืองรุ่ง นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี คนปัจจุบัน ให้ดูแลงานป้องกัน โดยมองว่า ตน เป็นคนของ นายกเทศมนตรี (สมัยที่แล้ว) ก่อนหน้านี้มักกลั่นแกล้งตนและเพื่อนๆ ด้วยการย้าย ไปประจำตามจุดดับเพลิง (ย้ายไป-ย้ายมา) ไม่จบสิ้น ทำตัวใหญ่โต แม้แต่ข้าราชการยังต้องยอมสยบให้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มาพูดแกมบังคับให้ตน และภรรยา ย้ายออกจากที่พักของเทศบาล “ศูนย์ดับเพลิงอาชา” และจะส่งตัวกลับ (สำนักปลัด) โดยอ้างว่าตนอยู่มานานแล้ว “กูจะให้ลูกน้องกูมาอยู่” ตนจึงได้ขอร้องว่า ขอเวลาหน่อย และให้นายกิติพงษ์ ช่วย ออกหนังสือส่งตัวกลับ เพื่อตนจะได้นำไป ขอเงินจาก “พ่อ” ที่ต่างจังหวัด เพื่อนำมาเป็นค่ามัดจำเช่าห้องพัก แทนที่อยู่เดิมที่ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า
ตนเงินเดือนแค่นี้ 8-9 พันบาท จะเหลืออะไร ทุกวันนี้ยังต้องใช้เวลานอก ทำการไปวิ่ง “แกร็บ” เพื่อหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัวอยู่เลย ด้วยเหตุแค่นี้เอง นายกิติพงษ์ หาว่าตน หัวหมอ และอีกสาเหตุหนึ่ง มาจาก นายกิติพงษ์ ไม่พอใจที่ภรรยาของตน ไม่เคารพภรรยาของนายกิติพงษ์ ในฐานะภรรยาหัวหน้าด้วย ซึ่งตนไม่ยินยอมขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด หลังจากนี้ จะนำหลักฐานทั้งหมดไปยื่นต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม และความไม่ปลอดภัย ที่อาจเกิดขึ้นกับตนในที่ทำงานอีก
ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ติดตามไปที่เทศบาลฯ เพื่อสอบถามนายธีรรัตน์ จึงยิ่งเรืองรุ่ง นายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ในที่ทำการสำนักงานเทศบาลฯ ว่าจะดำเนินการอย่างใด แต่มีนายยุทธนา กัลยาวัฒนาเจริญ รองนายกเทศมนตรี มาชี้แจงแทน โดยตอบว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่จะเรียกทั้งสองฝ่ายมาสอบถามก่อน
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 15.00 น. ของวันนี้ ทีมข่าวเดินทางไปยังเทศบาลเมืองสระบุรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงกับกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบนายยุทธนา กัลยาวัฒนเจริญ รองนายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี เป็นตัวแทนนายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ตนในฐานะที่ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาทั้ง 2 คนที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน ตนได้ตั้งคณะกรรมการเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยให้ระยะเวลา 3 วัน ถ้าหากพบว่าฝ่ายใดทำผิด ก็จะดำเนินตามระเบียบทางวินัย
ส่วนกรณีที่มีการให้สัมภาษณ์ในการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น มีการพาดพิงการเมือง ส่วนการบริหารงานของนายกเทศมนตรีเมืองสระบุรี ก็ให้ความเสมอภาคกับพนักงานทุกคน ตนยังสงสัยว่าทำไมให้สัมภาษณ์ให้เกิดความแตกแยกในองค์กร ตนยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย เอาตามข้อเท็จจริงว่ากันไปตามระเบียบและเหตุการณ์น่าจะเกิดจากเรื่องส่วนตัวมากกว่า
อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี สภ.เมืองสระบุรี จะได้เรียกพยานที่อยู่ในเหตุการณ์มาสอบสวนอีก 2 ปาก และจะเชิญตัวนายกิติพงษ์ (ผู้ก่อเหตุ) มาสอบปากคำอย่างละเอียด พร้อมนำคลิปกล้องวงจรปิดมาประกอบสำนวนคดีและจะให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย