คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ข้าราชการตำรวจบกพร่องต่อหน้าที่ในการทำสำนวนคดีอาญา ตำรวจภูธรภาค 4 เชิญแพะคดียาบ้าเกือบ 2 แสนเม็ดให้ปากคำ เพื่อเอาผิดวินัยตำรวจที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เจ้าตัวยอมรับกลัวกังวล "สีกากี" ช่วยเหลือกัน ถ้ายังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดอะไรออกมา

จากกรณีนางวาสนา โปวังสา อายุ 47 ปี พร้อมลูกสาว ได้ร้องขอความเป็นธรรมให้นายสุวรรณ โปวังสา อายุ 42 ปี สามี ซึ่งตกเป็นแพะคดียาเสพติด โดยตำรวจชุดจับกุม สภ.นาข่า อ.เมืองอุดรธานี ดักจับกุมผู้ต้องหาขนยาเสพติดด้วยกระสอบปุ๋ยจำนวน 2 กระสอบที่ท้ายหมู่บ้านบ้านโนนยาง ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2564 แต่คนร้ายได้ทิ้งจักรยานยนต์วิ่งหลบหนีเข้าป่าไป ตรวจสอบพบยาบ้า 198,000 เม็ด และตรวจสอบเจ้าของรถ จยย.ทราบว่าเป็นของนายสุวรรณ ตำรวจจึงได้ออกหมายเรียก 2 ครั้ง แต่เจ้าของรถจักรยานยนต์ไม่มาตามหมายเรียก 2 ครั้ง 

ตำรวจเชื่อว่าเจ้าของรถคือผู้กระทำผิด จึงออกหมายจับเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2566 และตามจับที่ จ.บึงกาฬ เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2566 นำตัวส่งฟ้องฝากขังในเรือนจำกลางอุดรธานี ซึ่งนางวาสนา มีเอกสารหลักฐานยืนยันว่าขณะเกิดเหตุ นายสุวรรณ ทำงานอยู่ที่ จ.อยุธยา และลูกสาวแจ้งว่ารถจักรยานยนต์อยู่ที่บ้านแฟน ซึ่งให้เพื่อนยืมไปใช้ในวันเกิดเหตุ อีกทั้งนายสุวรรณไม่เคยได้รับหมายเรียกจากตำรวจ ซึ่งต่อมาตำรวจไม่ยื่นฝากขังต่อศาล เรือนจำจึงได้ปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2566 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

...

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อเช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2566 นายภานุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจเฮียเปี๊ยกช่วยด้วย ได้นำนายสุวรรณ โปวังสา อายุ 42 ปี แพะในคดียาบ้า 198,000 เม็ด และนางวาสนา โปวังสา ภรรยา เดินทางมาที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี เพื่อให้ปากคำต่อ พบ พ.ต.อ.วิชัย ภูขยัน ผู้กำกับการ (สอบสวน) กลุ่มงานตรวจสอบสำนวนคดี กองบังคับการกฎหมายและคดี ตำรวจภูธรภาค 4 กรรมการและเลขานุการ และพ.ต.อ.ชาญณรงค์ มากพิสุทธิ์ ผู้กำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 4 ในฐานะคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ข้าราชการตำรวจบกพร่องต่อหน้าที่ในการทำสำนวนคดีอาญา โดยการแยกห้องสอบปากคำ

นายสุวรรณ เปิดเผยว่า วันนี้เดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดวินัยตำรวจ ซึ่งหลังจากปล่อยตัวจากเรือนจำมา ตนก็ยังมีความกังวล เพราะไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนสุขสบาย แต่ตอนนี้มีแต่ความกังวล เพราะไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งตำรวจบอกตนว่าไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว แต่ตนยังกังวลและกลัวว่าจะติดคุกอีก ตนแอบคิดว่าตำรวจอาจจะช่วยกัน ถ้ายังไม่มีคำสั่งเด็ดขาดอะไรออกมาก็ยังกังวลเหมือนเดิม ตนอยู่บ้านกรีดยาง แต่ทำงานไม่เต็มที่ เพราะไม่มีกำลังใจที่จะสู้ บวกกับตนมีโรคประจำตัว ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ทรุดโทรม ส่วนคนร้ายตัวจริงก็ยังไม่รู้ว่าจับได้หรือยัง เพราะตำรวจไม่ได้บอกอะไรเลย 

"ที่ทำงานยังรับทำงานเหมือนเดิม แต่สภาพร่างกายและจิตใจยังไม่พร้อมที่จะทำงาน ซึ่งเสมียนบอกว่าถ้าพร้อมเมื่อไรให้มาบอก หรือรอให้เรื่องมันจบก่อน แต่ต้องดูสภาพร่างกายก่อนว่าแข็งแรงเหมือนแต่ก่อนหรือไม่ ถ้าฟื้นฟูเหมือนเดิมก็ทำงานได้ แต่ตอนนี้น่าจะยังทำงานไม่ได้ เพราะมีโรคประจำตัวเพิ่มขึ้น กลัวไปทำงานไม่ได้เต็มที่ ให้ร่างกายดีขึ้นก่อน จึงจะกลับไป"

นางวาสนา เล่าว่า อยากให้คดีจบสิ้นเร็วๆ จะได้ทำมาหากินได้เต็มที่ อยู่แบบสบายใจ ไปไหนมาไหนจะได้สะดวก ตอนนี้ต้องคอยหวาดระแวง คอยว่าตำรวจจะเรียกไปทำอะไรอีก หรือเราจะมีความผิดอะไรเพิ่มอีก เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด เพราะอยากขอความเป็นธรรมให้ครอบครัว สามีต้องลำบาก เงินที่เก็บสะสมต้องนำมาวิ่งเต้นให้สามี ส่วนอดีตลูกเขยก็ไม่ประสานติดต่อมาหา เพราะไม่เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกัน และเปลี่ยนเบอร์ตลอด แต่ลูกสาวเล่าให้ฟังว่า ตำรวจเรียกอดีตลูกเขยไปสอบปากคำแล้ว