หนุ่ม 30 ใช้ 9 มม. จ่อยิงเมียรักดับจมกองเลือด ต่อหน้าลูกชาย หลังจับได้แอบคุยแชต-ถ่ายรูปคู่ชายอื่นลงโซเชียล ยืนยันรับไม่ได้กับเรื่องดังกล่าว จึงบันดาลโทสะ-ลั่นไกยิง ตำรวจคาดสาเหตุมาจากเรื่องหึงหวง พบเรื่องขนลุกขณะคุมตัวชี้จุดเกิดเหตุภายในบ้าน
เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.66 พ.ต.ท.สายใจ คำจุลลา สว.(สอบสวน) สภ.เมืองพัทยา รับแจ้งเหตุยิงกันตายที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อม พ.ต.อ.ฐนพงศ์ โพธิ์ทิ ผกก.สภ.เมืองพัทยา, พ.ต.ท.ฐานานนท์ อธิพันสีห์ รอง ผกก.สส.ฯ, พ.ต.ท.สุรเชษฐ เอนกศรี รอง ผกก.ป.ฯ, พ.ต.ท.ชัยณรงค์ จิตต์สุนทร สว.สส.ฯ, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เขต 2 ชลบุรี แพทย์เวร รพ.บางละมุง และหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ฯ เมืองพัทยา
ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ภายในห้องครัวพบศพ น.ส.จุฑาทิพย์ ชินฝั่น อายุ 30 ปี สวมเสื้อคอกลมสีขาว นุ่งกางเกงในสีดำ นอนหงายเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่ที่พื้น สภาพถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 9 มม. เข้าที่คอด้านซ้ายทะลุออกขมับขวา 1 นัด ใกล้กันพบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มม. ตกอยู่ 1 ปลอก หัวกระสุนปืนขนาดเดียวกัน 1 หัว และโทรศัพท์มือถือของผู้ตายอีก 1 เครื่อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุคือ นายมานิตย์ เจริญภู อายุ 30 ปี เป็นชาวจังหวัดอุดรธานี และเป็นสามีของผู้ตาย หลังก่อเหตุไม่ได้หลบหนีไปไหน นั่งรอมอบตัวอยู่ในที่เกิดเหตุ ด้วยอาการเคร่งเครียด ไม่พูดไม่จา สายตามองไปที่ศพภรรยาตลอดเวลา คล้ายกับคนกำลังคิดไม่ตก เจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น จึงพยายามเข้าไปประชิดตัวเพื่อทำการเจรจา ก่อนที่ นายมานิตย์ จะมีท่าทีอ่อนลง แล้วควักอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุออกมาจากเอว และส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นพบเป็นอาวุธปืนพกสั้นแบบแม็กกาซีน ยี่ห้อซีแซด ขนาด 9 มม. โดยมีกระสุนบรรจุอยู่ในแม็กกาซีน 4 นัด นอกจากนี้ นายมานิตย์ ยังยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือยิงภรรยาจนถึงแก่ความตาย
จากการสอบสวน นายมานิตย์ (ผู้ก่อเหตุ) ให้การว่า ตนอยู่กินกับภรรยามานานกว่า 10 ปี จนมีลูกชายด้วยกัน 2 คน คนโตอายุ 10 ปี ส่วนคนเล็ก อายุ 7 ปี ก่อนหน้านี้ยอมรับว่ามีปัญหากับภรรยามาตลอด โดยเฉพาะช่วงที่ตนไปทำงานที่ประเทศกรีนแลนด์ ตนเริ่มระแคะระคายว่า ภรรยาแอบเล่นแอปฯ บิโก้คุยกับชายอื่น จนกระทั่งตนกลับมาเมืองไทย ก็เริ่มกลับมามีปัญหากันอีก จนผู้ใหญ่ต้องแนะนำให้แยกทางกันอยู่สักพัก ก่อนที่ตนกับภรรยาจะปรับความเข้าใจ แล้วกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เพราะเห็นแก่ลูกๆ
นายมานิตย์ ให้การต่อว่า จนกระทั่งก่อนเกิดเหตุ ลูกชายวัย 7 ขวบ ร้องขอให้ภรรยาเปิดสัญญาณอินเทอร์เน็ตให้ แต่ลูกชายกลับโดนภรรยาดุ ตนจึงบอกลูกว่าอย่าเพิ่งไปกวนแม่ แต่จังหวะนั้นสายตาของตนแอบไปเห็นภรรยากำลังคุยแชตอะไรบางอย่างกับชายอื่น ตนจึงขอดูโทรศัพท์ แต่ภรรยาไม่ให้ดูแล้ววิ่งหนีเข้าไปในห้องน้ำ พร้อมล็อกประตูจากด้านใน ตนพยายามพังประตูเข้าไป ส่วนภรรยาก็พยายามปีนฝ้าเพดานห้องน้ำหนี จนพลาดตกลงมากระแทกพื้น จังหวะที่ภรรยาตกจากฝ้านั้น โทรศัพท์ก็ตกลงมาด้วย ตนรีบคว้ามาดูก็พบว่าภรรยากำลังแชตคุยกับชายอื่น แต่ที่เจ็บปวดไปมากกว่านั้นพบภาพถ่ายรูปคู่กับชายอื่นลงโซเชียลทางแอปฯ อินสตาแกรม ตนพยายามคุยแล้วแต่ภรรยาโวยวายและพยายามวิ่งหนี ด้วยความโมโหจึงบันดาลโทสะ ใช้อาวุธปืนยิงใส่ภรรยา 2 นัด จนเสียชีวิตดังกล่าว โดยที่ลูกชายคนเล็กก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก่อนที่ลูกชายคนโตจะกลับมาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในบ้าน
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้มีโอกาสพูดคุยกับลูกชายคนโตของผู้ก่อเหตุและผู้เสียชีวิต ซึ่งน้องอยู่ในอาการเศร้าเสียใจ และกำลังช็อกกับเรื่องราวที่เกิดขี้น โดยน้องเล่าว่ากำลังจะเดินเข้าบ้าน หลังจากไปช่วยคุณย่าขายของที่ตลาดใกล้ๆบ้าน พอกลับถึงบ้านก็เห็นแม่กำลังวิ่งหนีเข้าไปในครัว จากนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ตอนนั้นตกใจเสียงปืนมาก แต่พอเห็นสภาพแม่ยิ่งทำอะไรไม่ถูก ได้แต่เพียงเดินไปจับมือพ่อเท่านั้น
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัว นายมานิตย์ (ผู้ก่อเหตุ) ไปสอบสวนเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองพัทยา เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งเจ้าตัวยังคงยืนยันเรื่องรับไม่ได้ที่ภรรยาแอบไปคุยและถ่ายรูปคู่กับชายอื่น จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบลงมือลั่นไกยิงใส่ภรรยา 2 นัด จนเสียชีวิต คาดสาเหตุน่าจะมาจากเรื่องหึงหวง ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหากับผู้ก่อเหตุนั้น ทางตำรวจยังอยู่ระหว่างเก็บข้อมูลและรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นายมานิตย์ ผู้ก่อเหตุนั้น มีอาชีพเป็นนักสักยันต์ เคยไปสักไกลถึงต่างประเทศ และมีคนชื่นชอบฝีมือการสักเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน อีกทั้งยังพบว่าภายในบ้านมีการจัดวางโต๊ะหมู่บูชา เศียรครูบาอาจารย์ และเศียรพ่อแก่จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้น ระหว่างตำรวจคุมตัว นายมานิตย์ กลับมาชี้จุดเกิดเหตุภายในบ้าน ปรากฏว่าหลังเสร็จสิ้นขั้นตอนดังกล่าว นายมานิตย์ ได้ก้มลงกราบเพื่อขอขมาศพภรรยา จากนั้นก็หันไปกราบไหว้ขอขมาเศียรพ่อแก่ ระหว่างที่ตำรวจกำลังควบคุมตัว นายมานิตย์ กลับไปขึ้นรถนั้น โดยยังไม่พ้นปากประตูบ้าน นายมานิตย์ มีอาการผิดปกติคล้ายกับคนจะเป็นลม แต่บางช่วงก็มีเสียงขู่ออกมาจากในลำคอ คล้ายเสียงคนแก่เดินหลังคร่อม จนตำรวจต้องมาหิ้วปีกพาขึ้นรถ ระหว่างนั้นผู้เป็นแม่ของนายมานิตย์ก็เข้ามาสวมกอดลูกชาย พร้อมทั้งพูดให้กำลังใจลูกชายว่า ผิดก็ต้องยอมรับผิด เดี๋ยวค่อยออกมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ จากนั้นตำรวจจึงคุมตัวพานายมานิตย์ กลับมายังโรงพักทันที