ผบก.ทล.แจงปม "ส่วยสติกเกอร์" พร้อมดำเนินการหากพบตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง แนะแก้กฎหมายให้ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่เป็นต้นเหตุปัญหาบรรทุกน้ำหนักเกิน ระบุ "ส่วย" เป็นปัญหาปลายเหตุเท่านั้น 

กรณี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับส่วยสติกเกอร์รถบรรทุก ต่อมา พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง ดำเนินการตรวจสอบโดยด่วนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีการกระทำผิดในรูปแบบส่วยทางหลวงตามที่ปรากฏตามข่าวหรือไม่ หากมีความผิดต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

ความคืบหน้า ที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล) ถนนศรีอยุธยา เมื่อเวลา 11.00 น. 29 พฤษภาคม 2566 พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผบก.ทล. เปิดเผยในกรณีดังกล่าวว่า ทาง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ บก.ทล. ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริง เตรียมตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบ หากพบว่ามีผู้ประกอบการรายใดกระทำผิดกฏหมายต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด รวมไปถึงหากมีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกเหนือจากการดำเนินการทางกฎหมายแล้วต้องถูกดำเนินการทางวินัยด้วยอย่างเคร่งครัด ยืนยันว่าจะทำอย่างจริงจังแบบถอนรากถอนโคน

พล.ต.ต.เอกราช กล่าวว่า เรื่องของสติกเกอร์ หรือป้ายต่างๆ จากข้อมูลที่ได้มีการประสานกับสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย มาก่อนหน้านี้พบว่า มีภาคเอกชนและกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งได้รวมกลุ่มกันจัดทำสติกเกอร์ หรือป้ายต่างๆ แต่ที่ต้องมาตรวจสอบดูคือเรื่องดังกล่าวมีตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องของการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ถ้าหากพบต้องดำเนินการ ก่อนหน้านี้ยังไม่มีข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่กระทำความผิด แต่หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแสสามารถส่งเข้ามาให้ตรวจสอบได้ ยืนยันว่า บก.ทล.จะทำอย่างเต็มที่

...

พล.ต.ต.เอกราช ระบุว่า ยอมรับว่าปัญหาเรื่องส่วยเป็นปัญหาที่มีมานาน แต่เรื่องส่วยคือปลายเหตุ ปัญหาที่เป็นต้นเหตุคือเรื่องรถบรรทุกหนักเกินกำหนด จึงมองว่าการแก้ไขจำเป็นต้องแก้ในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องการแก้กฎหมาย โดยในปัจจุบันกฎหมายให้ดำเนินคดีกับผู้ขับขี่ ไม่ใช่ผู้ประกอบการรถบรรทุก เมื่อผู้ประกอบการไม่ได้รับผลกระทบจึงเกิดการกระทำความผิดซ้ำ ดังนั้นอาจต้องพิจารณาเรื่องการแก้ไขกฎหมาย เช่น หากจับรถบรรทุก 1 คัน พบว่าบรรทุกหนักเกิน 20% ต้องสั่งยึดรถของผู้ประกอบการรายดังกล่าวทุกคัน เชื่อว่าคงสามารถยึดรถบรรทุกได้หลายหมื่นคัน อาจจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดความเกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิด รวมถึงอาจต้องย้อนถามไปยังสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยด้วยว่า อะไรคือปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความเห็นแก่ตัวจนต้องบรรทุกหนักเกินกำหนด ก็ต้องไปแก้ไขในมิติอื่นๆ ด้วย

พล.ต.ต.เอกราช กล่าวว่า ในวันนี้เวลา 13.00 น. ได้เรียกผู้กำกับการและสารวัตรของสถานีตำรวจทางหลวงทั่วประเทศเข้ามาประชุมเพื่อทำความเข้าใจร่วมกันในการกำหนดทิศทางการทำงาน และยืนยันว่ากรณีดังกล่าวหากมีเจ้าหน้าที่คนใดกระทำความผิดต้องรับผิดชอบผลการกระทำของตัวเอง จะมาอ้างว่าอาชีพตำรวจไม่พอกินไม่ได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นให้ไปเลือกอาชีพอื่น ไม่ใช่มาใช้อาชีพตำรวจไปหากิน 

“ตนขอให้ความมั่นใจในฐานะผู้นำของกองบังคับการตำรวจทางหลวงว่าจะแก้ปัญหาให้ดีที่สุด หากประชาชนมีเบาะแส หรือต้องการร้องเรียน สามารถแจ้งได้ที่เฟซบุ๊กตำรวจทางหลวงได้ตลอดเวลา”.