ตำรวจไซเบอร์ นำกำลังตรวจค้น 4 จุด ย่านมีนบุรี จับยกแก๊งวัยรุ่นค้าปืนเถื่อนทางออนไลน์ แล้วแบล็กเมล์หลอกเหยื่อโอนเงินซ้ำอีกรอบ พบมีเงินหมุนกว่า 2 ล้าน ใช้บัญชีทวิตเตอร์ชื่อ "น้าจอนปืนเถื่อน" โพสต์ซื้อ-ขายอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ปืนปากกา ปืนไทยประดิษฐ์ และปืนหลุดจำนำ

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. เผยว่า ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ณัฐกรณ์ ประภายนต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ไพโรจน์ หมื่นกล้าหาญ รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.สุวัฒชัย ศรีทองสุข ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 พร้อมกำลังนำหมายค้นของศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าตรวจค้นเป้าหมายบ้านพักในพื้นที่มีนบุรี กทม. รวม 4 จุด พร้อมจับกุมนายบุญมี คงคา อายุ 24 ปี กับพวกที่เป็นเยาวชนชาย 2 คน และเยาวชนหญิงอีก 2 คน มีอายุระหว่าง 16-17 ปี ในข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน"

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากทางชุดปฏิบัติการ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.2 ตรวจสอบพบว่าในทวิตเตอร์ชื่อ "น้าจอนปืนเถื่อน" มีการโพสต์ข้อความซื้อ-ขายอาวุธปืนไม่มีทะเบียน ปืนปากกา ปืนไทยประดิษฐ์ และปืนหลุดจำนำ ทางออนไลน์ ทางเจ้าหน้าที่จึงวางแผนติดต่อขอซื้ออาวุธปืนสั้น จำนวน 1 กระบอก ในราคา 4,700 บาท หลังจากโอนเงินตามยอดที่ตกลงซื้อเรียบร้อยแล้ว ทางกลุ่มคนร้ายแจ้งว่าได้ทำการส่งอาวุธปืนมาทางพัสดุภัณฑ์กับบริษัทขนส่งเอกชนให้ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่ได้มีการส่งอาวุธปืนให้ผู้ซื้อจริง

ต่อมากลุ่มผู้ต้องหาย้อนรอยโทรศัพท์ติดต่อกลับมาหาผู้ที่สั่งซื้ออาวุธปืน อ้างว่าเป็นการติดต่อมาจากบริษัทขนส่งเคอรี่ แจ้งว่าตรวจพบพัสดุที่ผู้ส่งได้สั่งเป็นพัสดุผิดกฎหมาย โดยทางเจ้าหน้าที่จะช่วยเหลือ จะไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเอาผิด แต่ให้ทางผู้สั่งซื้อโอนเงินไปให้ทางพนักงานจำนวน 20,000 บาท เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นการข่มขู่หลอกลวงให้เหยื่อแต่ละรายที่เข้าไปสั่งซื้ออาวุธปืนหลอกโอนเงินซ้ำอีกรอบ ซึ่งเป็นการกระทำในลักษณะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

...

จากการสอบสวน นายบุญมี ให้การยอมรับว่าได้ร่วมกันก่อเหตุเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ เช่น จัดหาบัญชีม้า เป็นแอดมินเพจที่ใช้หลอกลูกค้า ตอบข้อความลูกค้า ทำหน้าที่โทรกลับไปข่มขู่เหยื่อและหลอกว่าเป็นบริษัทขนส่ง อ้างมีของผิดกฎหมาย และผู้ที่ทำการกดเงินที่ได้จากการกระทำความผิดจากบัญชีม้า

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับรูปแบบการทำหน้าที่ของผู้ต้องหาที่ใช้ก่อเหตุของแต่ละคนได้เรียนรู้มาจากกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เคยกระทำความผิดลักษณะเดียวกัน แต่อาจจะมีรูปแบบแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายสินค้าทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย หรือหลอกให้ทำงาน เป็นต้น จะอาศัยใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่ผู้เสียหายไม่กล้าเข้าแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเกรงกลัวว่าตนเองจะมีความผิดต้องรับโทษ เพราะเกิดจากการสั่งสินค้าที่ผิดกฎหมาย กลุ่มคนร้ายจึงย่ามใจร่วมกันก่อเหตุเรื่อยมา เนื่องจากหาเงินง่ายมีรายได้ดี

ทางเจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้ร่วมกันก่อเหตุมาตั้งแต่ต้นปี 2565 พบมีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารกว่า 2 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จะนำมาแบ่งกันเพื่อใช้จ่ายและเที่ยวเตร่ จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.