กองปราบฯตรวจเส้นทางการเงินย้อนหลัง “แอม ไซยาไนด์” เจอเบาะแสใหม่ถึงผงะพบรายชื่อคนโอนเงินให้ “แอมไซยาไนด์” ตายหลังโอนให้ไม่นานถึง 20 ศพ เผยนอกจากเหยื่อที่ปรากฏในสื่อแล้วยังพบรายชื่อใหม่อีก 5-7 ศพ อยู่ระหว่างตรวจสอบสาเหตุการตายอีกครั้ง จ่อสอบพยาบาลเพื่อนสนิท “แอม” ด้าน “รพี” พบกองปราบฯให้ปากคำเพิ่ม คดี “ก้อย” วูบดับ เตรียมประสานญาติเหยื่ออีก 2 ราย พบ “บิ๊กโจ๊ก” ตำรวจภาค 7 ส่งหลักฐานที่ตรวจในรถ “แอม” ให้ อ.อ๊อดตรวจหาสารพิษ ส่วน “แอม” นอนคุกคืนที่ 3 ปรับตัวได้ดี เริ่มชวนเพื่อนร่วมห้องกักคุย โฆษก สธ.เผยปรับแนวทางใหม่ หากระบุสาเหตุการตายไม่ได้ให้ผ่าชันสูตรทุกราย
จากเหตุสะพรึงขวัญกลายเป็นข่าวที่พูดคุยกันทุกมุมเมือง กรณีกองปราบฯรับแจ้งจากญาติ น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ อายุ 32 ปี เท้าแชร์สาวชาว จ.กาญจนบุรี วูบดับปริศนาขณะไปปล่อยปลากับนางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาภรณ์ อายุ 36 ปี บริเวณท่าน้ำแม่น้ำแม่กลองพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ต่อมานำศพชันสูตรสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พบสารไซยาไนด์ในร่างกาย เป็นที่มาของการรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับนางสรารัตน์ ข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หลังจากนั้นเหตุน่าสะพรึงเริ่มปรากฏ เมื่อตรวจสอบพบเหยื่อใกล้ชิดนางสรารัตน์ หรือแอม ไซยาไนด์ เข้าข่ายถูกวางยาฆาตกรรมรวมแล้ว 13 ศพ รอดชีวิต 1 ราย และเชื่อว่าเหยื่อน่าจะมีมากกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเกี่ยวพันการกู้ยืมเงิน รับจำนำรถ จำนำที่ดิน และวงแชร์ ขณะที่ผู้ต้องหาสาวซึ่งตั้งท้องได้ 4 เดือนให้การปฏิเสธ ถูกนำไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะที่อธิบดีกรมสุขภาพจิตวิเคราะห์พฤติกรรมจากสื่อ แอม ไซยาไนด์ เข้าข่าย “ไซโคพาธ” ทำลายชีวิตคนอื่นเพื่อความปรารถนาของตัวเอง ตามที่เสนอข่าวไปนั้น
...
“รพี” ให้ปากคำเพิ่มคดี “ก้อย”
ความคืบหน้าล่าสุดในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 29 เม.ย.ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายรพี ชำนาญเรือ แกนนำประชาชนเพื่อประชาชน เข้าพบพ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.เพื่อให้ปากคำและมอบหลักฐานสำคัญคดีแอมวางยาฆ่า น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ โดยนายรพีกล่าวว่า กองปราบปรามนัดมาให้ข้อมูลคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ศิริพร ถึงที่มาที่ไป ชนวนเหตุสงสัย ความเชื่อมโยงของแอมกับน้องก้อยว่ารับทราบได้อย่างไร รายละเอียดสำคัญช่วงก่อนเกิดเหตุ ทราบอย่างไรว่าแอมนั่งรถกับก้อย พาก้อยไปปล่อยปลาแล้ววางยาฆ่า
ญาติให้ช่วยเพราะมีเงื่อนงำ
นายรพีกล่าวต่อว่า ได้รับการประสานจากญาติน้องก้อยให้ช่วยตรวจสอบการตายเนื่องจากเชื่อว่าคดีมีเงื่อนงำ จากนั้นได้ลงพื้นที่หาหลักฐานต่างๆจนได้มามากพอสมควร ทั้งตัวพยานที่ทราบว่าแอมโทรศัพท์นัดก้อยไปปล่อยปลาที่แม่น้ำแม่กลอง จ.ราชบุรี นอกจากนี้ยังมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดวันที่เกิดเหตุแอมนั่งรถไปกับก้อยแล้วเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วย
ส่งอีก 2 เคส “ให้โจ๊ก” ตรวจสอบ
นายรพีกล่าวต่อว่า ข่าวที่ออกมาพบว่ามีผู้ตกเป็นเหยื่อแอม 30 ราย ต้องตรวจสอบให้ดีๆว่ารู้จักกับแอมจริงไหม เกี่ยวข้องเรื่องยืมเงินทองหรือร่วมวงแชร์หรือเปล่า ตอนนี้แต่ละวันมีผู้แจ้งข้อมูลมาที่ตนเยอะมาก แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่ใช่ มีแค่สองเคสใน จ.นครปฐม ที่มีความเป็นไปได้มาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับแอมทั้งเรื่องยืมเงินทองและวงแชร์ สภาพศพตอนตายลักษณะกำมือเหยียดขา ชันสูตรเบื้องต้นพบแอลกอฮอล์อยู่ในเลือด ส่วนจะถูกวางยาหรือไม่ ได้ประสานญาติมาพบ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง
ไม่หวั่นทนายคู่กรณีขู่ฟ้อง
นายรพีกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ทนายของแอมขู่จะฟ้องตนนั้นยืนยันว่าไม่กลัว เพราะการที่ออกมานำเสนอข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณชน ไม่ได้กล่าวหาว่าเขาฆ่า ทั้งนี้อยากฝากไปถึงกระทรวง สาธารณสุขว่าควรต้องมีการตรวจสอบเรื่องความชัดเจนย้อนหลังถึงข้อมูลการเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีแอม ไซยาไนด์ โดยเฉพาะในกรณีการเสียชีวิตจากสาเหตุหัวใจล้มเหลว รวมทั้งใบมรณบัตรที่ระบุสาเหตุการตาย ควรจะตรวจสอบอย่างละเอียดว่าจะมีอะไรเชื่อมโยงกับคดีแอมหรือไม่
รอง ผบก.ป.มั่นใจเอาผิดได้
ด้าน พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าคดี แอม วางยาฆ่าชิงทรัพย์ น.ส.ศิริพร หรือก้อย ขันวงษ์ ว่า คดีคืบหน้าไปมาก พยานหลักฐานต่างๆที่มีอยู่แน่นหนาพอสมควร เชื่อว่าสามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้ ขณะที่การสอบปากคำพยานบุคคลต่างๆ วันนี้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. เชิญตัวนายรพี ชำนาญเรือ ผู้ประสานงานเหยื่อในคดีดังกล่าวมาให้ปากคำในฐานะพยานเพื่อถามรายละเอียดบางประเด็นเพิ่มเติมประกอบสำนวน
...
จ่อสอบ “นก” พยาบาลซี้ปึ้ก “แอม”
รอง ผบก.ป.กล่าวต่อว่า ในวันที่ 30 เม.ย.พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำพยานบุคคลสำคัญอีกรายคือ น.ส.นก พยาบาลโรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านธนบุรี เป็นพยานบุคคลสำคัญ เนื่องจาก น.ส.นก จัดอยู่ในกลุ่มเพื่อนสนิทนางสรารัตน์เช่นเดียวกับ น.ส.จอย พยานที่เคยให้การไปก่อนหน้านี้ หลังแนวทางสืบสวนพบว่า น.ส.นกเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่นางสรารัตน์ มักติดต่อไปหาเพื่อพูดคุยปรึกษาเรื่องราวต่างๆในชีวิต ทั้งนี้ การเชิญ น.ส.นกมาเข้าให้ปากคำ เป็นการมาในฐานะพยาน เพื่อสักถามประเด็นข้อสงสัยพฤติกรรมโดยรวมของนางสรารัตน์ รวมไปถึงข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับกลุ่มวงแชร์ต่างๆ” รอง ผบก.ป. กล่าวทิ้งท้าย
พบเบาะแสคาดเหยื่อดับพุ่ง
มีรายงานว่า หลังจับกุมนางสรารัตน์ หรือ แอม ไซยาไนด์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย. เจ้าหน้าที่กก.5 บก.ป. ยังสืบสวนสอบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องเพื่อหาพยานหลักฐานความเชื่อมโยงของแต่ละคดีที่แอมเข้าไปมีส่วนพัวพันหรือเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตปริศนาของเหยื่อทั้ง 13 ราย และเหยื่อที่รอดชีวิตมาได้อีก 1 คน กระทั่งเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา พบเบาะแสสำคัญทำให้เชื่อว่าผู้เสียชีวิตทั้งหมดน่าจะมียอดตัวเลขมากกว่า 13 รายในปัจจุบัน
เจออีก 5–7 รายตายหลังโอนเงิน
รายงานระบุต่อว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของนางสรารัตน์ หรือแอม อย่างละเอียด ช่วงระยะเวลา 3 ปี หรือตั้งแต่ปี 64 ถึงปัจจุบัน พบความผิดปกติหลายอย่าง อาทิ มีบุคคลจำนวนมากโอนเงินเข้ามายังบัญชีธนาคารนางสรารัตน์ ตั้งแต่หลักหมื่นบาทไปจนถึงหลักแสนบาท จุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่ให้ความสนใจมากเป็นพิเศษเกี่ยวกับความผิดปกติคือ บุคคลที่ปรากฎรายชื่อเคยโอนเงินให้นางสรารัตน์ เหล่านี้ 18-20 คน เสียชีวิตหลังจากที่โอนเงินให้ได้ไม่นาน ในจำนวนนี้มีทั้งบุคคลที่ปรากฏรายชื่อเสียชีวิต และบุคคลที่ยังไม่เคยปรากฏชื่อ หรือข้อมูลใดๆมาก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบให้แน่ชัดว่าผู้เสียชีวิตรายใหม่ 5-7 ราย ที่เพิ่งตรวจพบ เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด มีนางสรารัตน์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
...
พบพฤติกรรมทำลายหลักฐาน
จากแนวทางสืบสวนยังพบว่า หลังเหยื่อเสียชีวิต สิ่งแรกที่แอมมักจะลงมือทำคือทำลายหลักฐานอำพรางคดีให้ยากต่อการแกะรอย สอดคล้องกับพยานวัตถุโทรศัพท์มือถือผู้ตายที่ตรวจยึดจากแอม นอกจากนี้ยังพบว่าแอมมักเลี่ยงที่จะติดต่อสื่อสารกับเหยื่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์โดยตรง แต่จะใช้การโทร. หรือแชตผ่านแอปพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ จากพยานวัตถุประจักษ์พยานหลักฐานต่างๆ รวมไปถึงพยานแวดล้อมที่บอกเล่าพฤติกรรมต้องหา มูลเหตุแรงจูงใจต่างๆที่พบนั้น ล้วนสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อรูปคดี ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เรียงร้อยเรื่องราวแต่ละคดีเชื่อมโยงถึงกันได้
ตร.ส่งพยานวัตถุให้ “อ.อ๊อด”
ในส่วนการตรวจสอบพยานหลักฐานมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เม.ย. พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ วงค์เกตุใจ ผกก.สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ส่งเรื่องและหลักฐานขอความอนุเคราะห์ให้ห้องปฏิบัติการของ รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ หรืออาจารย์อ๊อด อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในฐานะผู้ตรวจพิสูจน์หลักฐานเพื่อหาสารตัวยาไซยาไนด์ในวัตถุพยานคดีนางสรารัตน์ หรือแอม ตรวจวิเคราะห์วัตถุพยานที่เก็บจากรถเก๋งโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เทา ทะเบียน กต 9532 นครปฐม ของนางสรารัตน์ หรือ แอม ไซยาไนด์ 12 รายการ ตรวจเก็บหลักฐาน เมื่อวันที่ 25 เม.ย. กรณีวันที่ 14 เม.ย. น.ส.ศิริพร หรือก้อย ผู้ตาย ขับรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีขาว ทะเบียน กน 2340 กาญจนบุรี จากบ้านไปจอดที่บ้านแอม อ.เมืองกาญจนบุรี และเปลี่ยนไปนั่งรถเก๋งโตโยต้า วีออสของแอม และขับรถคันดังกล่าวไปยังที่เกิดเหตุริมแม่น้ำ ศาลาประชาคม อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้เสียชีวิตได้ลงไปปล่อยปลา และหมดสติหรือเป็นลมและเสียชีวิตในวันเดียวกัน
...
ตรวจหาสารพิษและไซยาไนด์
รายงานระบุต่อว่า สิ่งที่ส่งมาเป็นวัตถุพยาน 12 ชิ้น ที่ใช้สำลีชุบเอทานอลเช็ดรถตามจุดต่างๆ อย่างละ 1 ถุง รวม 12 ถุง ประกอบด้วยตรวจเช็กที่ประตู หน้าซ้ายรถ (ด้านใน) ที่เบาะหน้าด้านซ้าย ที่คอนโซลหน้ารถด้านซ้าย ที่พนักพิงด้านหน้ารถ ที่บานประตูหน้าขวา (ด้านใน) ที่เบาะหน้าด้านขวา ที่พักเท้าหน้าขวา ที่เบาะหลัง ที่ช่องเก็บของหลัง ที่พักเท้าหน้าซ้ายที่คอนโซล และที่พักเท้าหลัง เพื่อให้ตรวจหาสารพิษหรือยาพิษหรือสารเคมีที่เชื่อมโยงกับไซยาไนด์หรือสารพิษอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างละเอียดเพื่อประกอบสำนวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป
ตู้เย็นบ้าน “ครูอ๊อด” ส่งเช็กด้วย
นอกจากนี้พนักงานสอบสวน สภ.ดอนตูม จ.นครปฐม ได้ส่งหลักฐานเป็นตู้เย็นให้ตรวจหาสารพิษ หรือยาพิษ หรือสารเคมีที่เชื่อมโยงกับไซยาไนด์ หรือสารพิษอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตู้เย็นดังกล่าวตั้งอยู่ในห้องนอนของ น.ส.ผุสดี สามบุมี อายุ 39 ปี หรือครูอ๊อด อดีตข้าราชการครูที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ คาดถูกแอมวางยา เมื่อวันที่ 20 พ.ย.65 ในบ้านเลขที่ 96 หมู่ 3 ต.ลำลูกบัว อ.ดอนตูม จ.นครปฐม สภาพศพชักเกร็ง มือจิก น้ำลายฟูมปากและจมูก พ่อผู้ตายดูแล้วอาการคล้ายกับคนโดนวางยา ทั้งนี้ ตู้เย็นเครื่องดังกล่าวพ่อแม่ของครูอ๊อดยืนยันไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวตั้งแต่วันที่ครูอ๊อดเสียชีวิตวันที่ 20 พ.ย.65 จนถึงปัจจุบันจึงได้ส่งมาตรวจสอบที่ห้องแล็บ
แม่ค้าเผยนาที “ครูต่าย” วูบดับ
ในส่วนการเสียชีวิตของนางมณีรัตน์ หรือครูต่าย พจนารถ เหยื่อรายที่ 6 ของ “แอมไซยาไนด์” เช้าวันเดียวกัน ที่ตลาดทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ป้าหมอกขายผักในตลาดผู้เห็นเหตุการณ์เผยว่า ก่อนเกิดเหตุครูต่ายเดินมาที่ร้าน บอกขอนั่งก่อนที่จะล้มตัวไปลักษณะน้ำลายฟูมปาก พอดีมีพยาบาลผ่านมาช่วยกัน CPR จากนั้นได้ประสานหน่วยกู้ชีพและรถพยาบาลมาช่วยกันนำส่งโรงพยาบาล สิ่งที่ผิดสังเกตเห็นได้ชัด ปกติแล้วครูต่ายเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นลูกค้าที่ร้าน 7 วัน ครูต่ายจะมาซื้อของ 5 วัน ชอบหิ้วตะกร้ามาฝากแล้วเดินไปซื้อของ แล้วเดินวนกลับมาเอาตะกร้าที่ฝากไว้ แต่พอมีข่าวแอม คิดว่าเกี่ยวข้องกัน ตอนนั้นสงสัยมากเพราะคนเป็นโรคหัวใจและเป็นลม ทำไมน้ำลายจะต้องฟูมปากด้วย
บอกจะเป็นลม–ล้มน้ำลายฟูม
น.ส.ปอม อายุ 44 ปี แม่ค้าขายผักอีกเจ้า เป็นคนที่ครูต่ายเป็นลมล้มทับและขึ้นรถไปกับหน่วยกู้ชีพโรงพยาบาลเปิดเผยถึงเหตุการณ์วันนั้นว่า ครูต่ายมาซื้อผักไป 3 กำ แล้วเดินไปซื้อของ เมื่อเดินวนกลับมาอีกครั้งครูต่ายบอกว่าจะเป็นลม ช่วยพัดแล้วหายาดมให้ แต่ยังไม่ทันจะดมก็ล้มทับจนตนล้มไปทั้งคู่ เห็นครูต่ายน้ำลายฟูมปาก มือเกร็งแข็งคล้ายขนมจีบ เหมือนจะพูดหรือบอกอะไรสักอย่าง แต่พูดไม่ได้ จังหวะนั้นมีพยาบาลผ่านมาช่วยกัน CPR ไม่น่าเชื่อว่าแค่เป็นลมจะถึงขั้นเสียชีวิต เพราะครูต่ายแข็งแรง มาซื้อของทุกวัน
คุกคืนที่ 3 “แอม” ปรับตัวได้ดี
วันเดียวกัน น.ส.โศรยา ฤทธิอร่าม ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง เปิดเผยผ่านโทรศัพท์ถึงอาการนางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือ “แอม ไซยาไนด์” ว่า ขณะนี้เป็นวันที่ 3 ที่แอมใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนจำ ระหว่างการตั้งครรภ์ 4 เดือน ล่าสุดยังคงอยู่ในห้องกักโรค ขณะนี้ความดันปกติ แม้ว่าคืนแรกจะมีความดันสูง แต่แพทย์ของทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ได้จ่ายยารักษาจนอาการทุเลา ล่าสุด ได้รับรายงานว่า แอมไม่มีปัญหาเรื่องความดันแล้ว ส่วนอาหารเมื่อเย็นวานนี้สามารถรับประทานอาหารได้ ทั้งนี้ จากการอยู่ในเรือนจำ พบว่าแอมปรับตัวได้ดี มีความเฟรนด์ลี่ (Friendly) พยายามชวนผู้ต้องขังอื่นๆ ในห้องกักโรคพูดคุย ไม่มีการปลีกวิเวกหรือเก็บตัว รวมทั้งยังไม่ได้รับรายงานเรื่องอาการซึมเศร้าหรือการร้องไห้ฟูมฟายแต่อย่างใด ส่วนเรื่องชีพจรของเด็กในครรภ์ ยังปกติ เนื่องจากในกรณีของผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์จะตรวจชีพจรของเด็กในครรภ์เสมอ
หลังคลอดแม่ลูกอยู่ด้วยกัน 4 ด.
ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลางยังอธิบายถึงชีวิตของบุตรในครรภ์หลังคลอดว่า กรณีแอม ช่วงแรกแม่ลูกจะได้อยู่ด้วยกัน เพราะแม่จะต้องให้นมบุตรประมาณ 4 เดือน หรือหากหลังจากให้นมบุตรเสร็จสิ้น ทางญาติและครอบครัว อาจจะเข้ามารับเด็กออกไปก่อนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของครอบครัวนั้นๆ หากไม่มีญาติมารับเด็กก็อาจมีการส่งตัวเด็กไปยังที่ที่รับดูแลเลี้ยงเด็กแทน ก่อนอายุ 1 ปี เพราะเราจะไม่ให้เด็กต้องเติบโตอยู่ในที่แห่งนี้
มีโปรแกรมดูแลผู้ต้องขังตั้งท้อง
น.ส.โศรยากล่าวอีกว่า ราชทัณฑ์มีบุคลากรและโปรแกรมช่วยดูแลผู้ต้องขังที่ตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือนิทานให้ฟัง การเปิดเพลงบรรเลงเพลงโมสาร์ท การเรียนโยคะ กิจกรรมฝึกการเลี้ยงบุตรเตรียมความพร้อมพัฒนาการให้กับเด็กในครรภ์ เมื่อเด็กคลอดจะมีห้องและพี่เลี้ยงเพื่อช่วยเลี้ยงและดูแลทารกที่เพิ่งคลอด ส่วนคนเป็นแม่ก็ใช้ชีวิตปกติ กลางคืนถึงจะให้แม่และลูกได้นอนด้วยกัน ยืนยันว่าราชทัณฑ์ให้ความดูแลแก่ผู้ต้องขังทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
วันนี้ทนายธันย์นิชา เอกสุวรรณวัฒน์ ทนายความ ได้เข้าเยี่ยมพูดคุยกับแอม ลูกความ คาดว่าเป็นการพูดคุยในเรื่องคดีความที่เกิดขึ้น
พม.เตือนสื่อระวังผิด พ.ร.บ.เด็ก
วันเดียวกัน นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้สัมภาษณ์ถึงการนำเสนอข่าว “แอม ไซยาไนด์” ว่า สิ่งที่อยากให้ระวังการนำเสนอข่าวความรุนแรงซ้ำๆ และมีความถี่มากๆ อาจจะก่อให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบที่ไม่เหมาะสมในสังคมได้ รวมทั้งอาจจะส่งผลกระทบไปถึงบุคคลแวดล้อมของผู้กระทำหรือผู้ต้องหา สังคมโดยรอบอาจจะตำหนิการกระทำไปถึงสมาชิกในครอบครัว หรือมีพฤติกรรมที่เรียกว่าการบูลลี่ผู้อื่นเป็นสิ่งไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการกระทำต่อตัวเด็ก ถือเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่อาจจะไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้ เป็นการละเมิดสิทธิและเสี่ยงต่อการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้ความสำคัญประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะการไม่นำเสนอข่าวที่ไปเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกับครอบครัวผู้ต้องหาโดยเฉพาะกับตัวเด็กมากเกินไป จะเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก
หวั่นลูกๆ “แอม” เจอผลกระทบ
นายอนุกูลกล่าวด้วยว่า พม.โดยทีมสหวิชาชีพเข้าประเมินความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวผู้ต้องหาแล้ว โดยเฉพาะเด็กที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าว ช่วงนี้ครอบครัวยังดูแลจัดการได้ สามารถใช้ชีวิตปกติ ยังไม่กระทบจนก่อให้เกิดภาวะวิกฤติจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทีมสหวิชาชีพยังคงติดตามประเมินความเสี่ยงผลกระทบต่อเด็กและครอบครัวเป็นระยะ รวมทั้งจะประสานกับโรงเรียนในการทำกิจกรรมบำบัดสร้างความสัมพันธภาพระหว่างเด็กและเพื่อนให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ รวมไปถึงชุมชนอาจจะต้องมีการทำกิจกรรมชุมชนบำบัดเช่นกัน
หมอให้ตำรวจเป็นผู้เปิดข้อมูล
พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงกรณี “แอม ไซยาไนด์” ให้ข้อมูลตำรวจว่า มีประวัติรักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ว่า ตำรวจได้เข้าไปที่สถาบันฯ เพื่อรับทราบรายละเอียดแล้ว ขอให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นหน้าที่ตำรวจ ยืนยันว่าข้อมูลใดที่เป็นประโยชน์ในความปลอดภัยของสังคมก็พร้อมให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ และขอย้ำว่าข้อมูลผู้ป่วยถือเป็นความลับระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ผู้ให้การรักษา ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 การเปิดเผยจะขึ้นอยู่กับความยินยอมของผู้ป่วย รวมถึงอำนาจศาล โรงพยาบาลจะไม่สามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผยต่อสาธารณะได้
สื่อเสนอข่าวยิบ–ต้องระวัง
เมื่อถามถึงผลกระทบทางสุขภาพจิตจากข่าวที่ทำให้คนในสังคมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกัน พญ.อัมพรกล่าวว่า การติดตามข่าวเรื่องนี้ต้องมีขอบเขตเพื่อให้เรารู้เท่าทันให้เกิดความระวังอย่างพอเหมาะจะส่งผลดีในการใช้สื่อมากกว่าผลเสีย สื่อมวลชนก็ควรระวังรูปแบบการวนของข้อมูลที่สีสันเยอะ เพราะยิ่งเกิดแรงดึงดูดด้านลบ ก่อเป็นปัญหาได้ โดยเฉพาะการที่สื่อแกะรอยนำรายละเอียดชีวิตผู้ก่อเหตุมานำเสนอเป็นอีกเรื่องต้องพึงระวัง เพราะหากเก็บรายละเอียดต่างๆออกมานำเสนอ อาจทำให้หลายคนเข้าใจบิดเบี้ยว อาจมองเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบ เป็นการชี้นำผู้ที่ความเปราะบาง ความโลภให้เกิดการทำตามได้ อย่างไรก็ตาม กรมสุขภาพจิตได้ติดตามอารมณ์ของสังคมในแต่ละช่วงมาตลอด เหตุการณ์นี้เกิดแรงกระแทกเยอะ เป็นอีกหนึ่งช่วงที่กรมฯ ต้องติดตามและนำมาประมวลผลความเครียดของสังคม คาดว่าอีก 3-4 สัปดาห์จะเห็นอุณหภูมิสังคมที่ชัดเจนขึ้น
สธ.แจงเรื่องชันสูตรพลิกศพ
ขณะที่ นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีข่าวการฆาตกรรมโดยใช้ไซยาไนด์ มีผู้ตั้งประเด็นคำถามถึงเรื่องการชันสูตรพลิกศพที่ตายผิดธรรมชาติ ว่า กระบวนการและขั้นตอนการพิสูจน์ศพ เมื่อพนักงานสอบสวนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ จะแจ้งแพทย์ไปร่วมตรวจสอบด้วย อำนาจในการตัดสินใจผ่าพิสูจน์ศพเป็นของพนักงานสอบสวนในฐานะหัวหน้าทีมชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ จะให้ผ่าพิสูจน์เมื่อแพทย์ไม่สามารถหาสาเหตุการตายที่ชัดเจนได้และเป็นการตายที่ผิดธรรมชาติ 5 ลักษณะ ได้แก่ ฆ่าตัวตาย, ถูกผู้อื่นทำให้ตาย, สัตว์ทำร้าย, ตายโดยอุบัติเหตุ และตายโดยไม่ปรากฏเหตุ แต่หากญาติไม่ติดใจการตายและพนักงานสอบสวนเห็นด้วยกับญาติ ก็จะไม่ส่งผ่าพิสูจน์ แพทย์จะทำความเห็นเบื้องต้น เขียนใบรายงาน ชันสูตรพลิกศพในที่เกิดเหตุ ออกหนังสือรับรองการตาย เพื่อให้ญาตินำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จะระบุเหตุผลการเสียชีวิตกว้างๆ เช่น ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือหัวใจวายเฉียบพลัน เนื่องจากไม่มีร่องรอยบาดแผล ถูกทำร้าย หรือฆ่าตัวตาย
ตายไม่รู้สาเหตุต้องผ่าทุกเคส
นพ.รุ่งเรืองกล่าวต่อว่า กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น สธ.ได้ปรับแนวทางชันสูตรพลิกศพให้แพทย์ผ่าชันสูตรทุกศพที่ไม่สามารถระบุถึงการเสียชีวิตที่แท้จริงได้ ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความชัดเจนและนำไปสู่การป้องกันเหตุ หรือสืบหาต้นตอของการเสียชีวิตได้ สำหรับการตรวจหาสารไซยาไนด์ หน่วยงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ทั่วประเทศ สามารถตรวจวิเคราะห์ยืนยันไซยาไนด์ในตัวอย่างน้ำล้างกระเพาะอาหาร วัตถุต้องสงสัย ได้ในระยะเวลา 5-7 วันทำการ ส่วนการหาปริมาณไซยาไนด์ในตัวอย่างเลือด ใช้ระยะเวลา 22-30 วันทำการ และการหาปริมาณเมตาบอไลด์ในตัวอย่างปัสสาวะ ใช้ระยะเวลา 5-10 วันทำการ
ส่งหลักฐานในรถรับแอมวันแด้ตาย
เย็นวันเดียวกัน พ.ต.ท.นิพนธ์ ก่อเกียรติตระกูล รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.เมืองนครปฐม ส่งวัตถุพยานมาให้รองศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ตรวจวิเคราะห์ตรวจ 34 ตัวอย่าง เพื่อหาสารไซยาไนด์ พร้อมเอกสารหลักฐาน 1.สำเนาหนังสือสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ที่ ตช 0019 (อด) (14) 5.03/3529 ลง 29 เมษายน 2566 จำนวน 1 แผ่น 2.สำเนาแบบการตรวจเก็บและส่งมอบวัตถุพยาน 2 แผ่น ด้วยสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐมได้รับการประสานจากสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ให้ส่งสำลีชุบน้ำกลั่นที่เช็ดบริเวณต่างๆภายในรถยนต์ ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นแคปติวา สีขาว ติดแผ่นป้ายทะเบียน 5กม 1146 กรุงเทพมหานคร 34 ซอง เป็นรถบุคคลต้องสงสัยที่รับแอมมาจากอุดรธานี วันที่นายสุทธิศักดิ์ หรือแด้ พูนขวัญ อายุ 36 ปี ชาวราชบุรี อดีตสามีแอม เสียชีวิต เพื่อตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่วัตถุพยานดังกล่าว กรณีการตายอย่างมีเงื่อนงำของนายแด้ ที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ สภ.เมืองอุดรธานี
คดีครูอ๊อดพบไซยาไนด์ในน้ำดื่ม
อีกด้านหนึ่ง ที่ห้องประชุม สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม พ.ต.อ.พัลลภ สุริยะกุล ณ อยุธยา รองผบก.ภ.จ.นครปฐม เผยว่า เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ตรวจพบสารพิษในศพสารวัตรปู หรือ พ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ จากการสอบสวนพยานแวดล้อมบุคคลใกล้เคียงพบว่าสนิทสนมกับแอมเกี่ยวข้องสอดคล้องกับเรื่องจำนำรถเป็นเงินหลักแสน ได้ประสานโรงพยาบาลศูนย์แพทย์นครปฐมทราบว่าโรงพยาบาลเก็บเนื้อเยื่อและเลือดของผู้เสียชีวิตไว้ 5 ปี ส่งตรวจที่โรงพยาบาลรามาฯ เพื่อตรวจหาสารไซยาไนด์ พบว่ามีสารไซยาไนด์เกือบทั่วร่างกาย จะออกหมายจับในคดีแรกสำหรับนครปฐมอีก 2 เคส เป็นของครูต่ายและผู้กองนุ้ย ได้ส่งตรวจไปแล้ว ในเคสกรณีของครูอ๊อด ท้องที่ สภ.ดอนตูม ตรวจพบสารไซยาไนด์ในน้ำดื่ม เบื้องต้นต้องรอความยืนยันชัดเจนจากกองพิสูจน์หลักฐานอีกครั้ง
กบ–แอม–แด้ ร่วมปล่อยกู้ที่อุดร
รอง ผบก.ภ.จ.นครปฐมกล่าวต่อว่า ศพนายสาโรจน์ หรือกบเขียงหมู ที่เสียชีวิตในเขต อ.นครชัยศรี เมื่อ ก.พ.66 และเป็นศพรายที่ 7 พบว่าใกล้ชิดเป็นเพื่อนสนิทกับแอมและยังสนิทสนมกับแด้ที่เสียชีวิตที่ จ.อุดรธานี รวมทั้งสนิทกับผู้กองนุ้ย อยู่ในกลุ่มเพื่อนทั้งหมด มีพยานบุคคลยืนยันว่ากบนำเงินไปปล่อยกู้ที่อุดรธานี ตำรวจได้พยานที่เกี่ยวข้องเรื่องการเงินความใกล้ชิดระหว่างกบ แอมและแด้ ก่อนเสียชีวิตกบปวดท้อง รุ้งได้โทร.เรียกรถพยาบาล ช่วงตี 2 จนกระทั่งเวลา 7 โมงเช้า กบเสียชีวิต แต่ยังไม่พบว่าออกไปเจอแอมหรือไม่ สำหรับศพของกบถูกนำส่งที่โรงพยาบาลคริสเตียน ชุดสืบสวนได้ขอข้อมูลชันสูตรเบื้องต้นแล้ว สรุปขณะนี้นครปฐมมีเคสทั้งหมด 7 คดี ถ้าได้ข้อสรุปจะขอศาลออกหมายจับทุกเคส
ตำรวจบ้านโป่งแจงเหตุเข้าใจผิด
ส่วนกรณีภาพกล้องวงจรปิดที่บ้านนางเพ็ญ ยายของนายแด้ ที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี บันทึกภาพ ช่วงเย็นวันที่ 23 เม.ย.66 มีรถกระบะ 4 ประตู สีดำขับผ่านบ้านและมีชายผอมสูง ตัดผมเกรียนเดินวนเวียนอยู่หน้าบ้าน สร้างความหวาดกลัวให้กับนางเพ็ญและญาติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ วงค์เกตุใจ ผกก.สภ.บ้านโป่ง เปิดเผยว่า ชายในคลิปคือ ร.ต.อ.ประสิทธิ์ ชนประเสริฐ รอง สว. (สอบสวน) เจ้าของคดีการเสียชีวิตของ น.ส.ก้อย ที่จะไปสอบปากคำ ไม่ใช่ พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ รอง ผกก. (สอบสวน) สภ.บ้านโป่ง อดีตสามีของนางแอม อย่างที่เข้าใจต้องขออภัยนางเพ็ญรวมถึงญาติและประชาชนทุกท่าน ที่สร้างความเข้าใจผิดในเหตุการณ์ดังกล่าว ในส่วนของ พ.ต.ท.วิฑูรย์ ยืนยันว่าไม่สามารถเข้ามาแทรก แซงการทำงานในคดีนี้ได้อย่างแน่นอน
หมายจับที่ 3 วางยาฆ่าเจ๊น้อย
ล่าสุดมีรายงานว่า ศาลจังหวัดสมุทรสาคร ออกหมายจับ น.ส.สรารัตน์ หรือ ‘แอม ไซยาไนด์’ ตามที่พนักงานสอบสวนร้องขอในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน กรณีเจ๊น้อยแผงผัก หรือ น.ส.รสจรินทร์ นิลห้อย หนึ่งในสมาชิกวงแชร์มรณะที่มีผู้ร่วมเล่น 7 คน เสียชีวิต 4 คน หลังพบข้อมูลในโทรศัพท์ยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุเจ๊น้อยเสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.65 มีการสนทนากับ ‘แอม’ เรื่องเงิน รวมไปถึงรายละเอียดเรื่องการกู้ยืมเงินทั้งสองฝ่าย สำหรับหมายจับคดีวางยา ‘เจ๊น้อย’ ถือเป็นหมายจับที่ 3 หลัง ‘แอม’ ถูกตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน โดย 2 คดีก่อนหน้านี้ คือคดีวางยาฆ่า ‘ก้อย’ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ เสียชีวิตระหว่างพาไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำบ้านโป่ง และคดีวางยาฆ่าสารวัตรปู พ.ต.ต.หญิงนิภา แสนจันทร์ ระหว่างไปไหว้พระที่องค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม
รอง ผบก.ป.เผย 10 หมายจับแอม
ล่าสุดเมื่อเวลา 21.30 น. พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. กล่าวว่า ในส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีพนักงานสอบสวนได้มีการออกหมายจับนางสรารัตน์ เพิ่มเติม 8 หมายจับ จากเดิมออกหมายจับ 2 หมายจับ ในคดีของ น.ส.ก้อย และสารวัตรปู ทำให้ขณะนี้นางสรารัตน์ถูกดำเนินคดีตามหมายจับ 10 หมาย ประกอบไปด้วย 1.ในข้อหาตัวการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในพื้นที่ สภ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นคดีของนางสาวดาริณี หรือฟ้า เทพทวี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.63, 2.ข้อหา ลักทรัพย์ ตามมาตรา 334,335 ในพื้นที่ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เป็นเคสของนางสาวศิริพร ก้อย ขันวงษ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 เม.ย.66, 3.ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในพื้นที่ สภ. ลูกแก จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นเคสของนายสุรัตน์ หรือบี ทรพับ 4.ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในพื้นที่ สภ. โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นเคสของนางสาวกะณิกา หรือเอ๊ะ ตุลาเดชารักษ์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 ม.ค.64, 5.ในข้อหาตัวการ ฆ่าผู้อื่น ในพื้นที่ สภ. เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร เป็นเคสของ น.ส.รสจรินทร์ หรือน้อยผัก นิลห้อย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ส.ค.65
ข้อหาหลักฆ่าอื่นโดยไตร่ตรอง
6.ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม เป็นเคสของ พ.ต.ต.หญิง นิภา หรือปู แสนจันทร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 เม.ย.66, 7.ในข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น โดยไตร่ตรองไว้ก่อนในพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี เป็นเคสของนางกานติมา หรือปลา แพสอาด (ผู้รอดชีวิต) 8.ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม เป็นเคสนางมณีรัตน์ หรือครูต่าย พจนารถ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ก.ย.65, 9.ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนในพื้นที่ สภ.เมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม เป็นเคส ร.ต.อ.หญิง กานดา หรือนุ้ย โตไร่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ส.ค.65 และ 10.ในข้อหาตัวการฆ่า ผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ในพื้นที่ สภ.ดอนตูม จ. นครปฐม เป็นเคสของ น.ส.ผุสดี หรือครูอ๊อด สามบุญมี เสียชีวิตเมื่อวันที่ 20 พ.ย.65