เผยเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตสงสัย "แอม" วางยาไซยาไนด์ ล่าสุดพบว่า มีผู้เสียชีวิต 12 คนแล้ว ส่วนผู้รอดชีวิต 1 คน เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนแล้ว ขณะเดียวกัน มีครอบครัวผู้เสียชีวิตใน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อสิงหาคม ปี 2565 เข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนด้วย

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 26 เมษายน 2566 ที่สมาคมพนักงานสอบสวนสโมสรตำรวจ สามีนางจันทร์รัตน์ วงศ์ไกรสิณ ที่เสียชีวิตปริศนาคาดถูกนางสรารัตน์ หรือแอม รังสิวุฒาพรณ์ อายุ 36 ปี วางยาเสียชีวิต ที่บ้านพัก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2565 เข้าให้ข้อมูลกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในฐานะเป็นผู้ดูแลคดีเหยื่อถูกวางยาไซยาไนด์

สามีนางจันทร์รัตน์กล่าว ว่า ทั้งภรรยาและตนรู้จักนางแอม ผ่านเพื่อนซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิต ที่ จ.ราชบุรี นางแอม ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มของภรรยา วันเกิดเหตุ นางแอมโทรศัพท์ชวนภรรยาให้ออกไปเจอในช่วงเช้า ออกไปไม่นานก็กลับเข้าบ้านพร้อมอาการไม่ค่อยดีจึงเข้าไปนอนพัก

ส่วนตนออกไปทำงานและกลับเข้ามาทานมื้อเที่ยงที่บ้าน พบว่าภรรยาหมดสติในลักษณะคว่ำหน้า ตัวเขียว โทร. แจ้ง 1669 เมื่อชุดกู้ชีพมาถึงพยายามช่วยเหลือและนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่ไม่เป็นผล และเสียชีวิต ด้วยสาเหตุระบบโลหิตล้มเหลว ตนและครอบครัว คิดว่าเป็นปัญหาสุขภาพไม่ได้ติดใจ ไม่ได้แจ้งประสงค์ให้ผ่าชันสูตร

ส่วนความเกี่ยวข้องการเงินกับแอม ยอมรับว่าภรรยาตนร่วมลงทุนปล่อยเงินกู้ โดยให้แอม เป็นผู้ดำเนินการโดยรับผลประโยชน์ผ่านดอกเบี้ย ได้โอนร่วมลงทุนไป 70,000 บาท โดยตนเป็นธุระแทนภรรยาโอนเงินให้แอม แต่จำได้ว่า ไม่ใช่บัญชีส่วนตัวของนางแอม

สามีนางจันทร์รัตน์ เผยอีกว่า นอกจากนี้ ตนร่วมลงทุนขายของในแอปฯ โซเชียลแฟลตฟอร์มหนึ่งกับนางแอมด้วย เป็นเงิน 28,000 บาท โดยตามที่ตกลงกันไว้ สิ้นเดือนสิงหาคม 2565 จะต้องได้รับส่วนแบ่งดอกเบี้ยจากการปล่อยเงินกู้งวดแรก แต่เมื่อภรรยาได้เสียชีวิตไป ตนทวงถามส่วนแบ่งกับนางแอมก็ได้รับคำตอบว่า ไม่ทราบเรื่อง และไม่ได้รับเงินโอน 70,000 บาท

...

ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยความคืบหน้าในภาพรวมการสืบสวนสอบสวนเหตุการณ์เสียชีวิตทุกคดี ว่า วันนี้ผู้ที่ถูกวางยาแต่รอดชีวิต เดินทางเข้ามาให้ข้อมูลกับคณะทำงานแล้ว อยู่ระหว่างสอบสวนรายละเอียด ส่วนผู้เสียชีวิต จนถึงขณะนี้ พบว่ามีผู้เสียชีวิตอันต้องสงสัยว่า ถูกนางแอมวางยาไซยาไนด์ 13 คน แล้ว ในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ อุดรธานี นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี และจังหวัดเพชรบุรี ในจำนวนนี้มีเพียงกรณีของนาวสาวก้อย ที่คดีอยู่ในความดูแลของกองบังคับการปราบปราม และมีผู้รอดชีวิต 1 คนซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวน

ขณะที่คดีอื่นๆ ให้ท้องที่ดูแลรับผิดชอบ ในการทำคดี กำชับให้ทำงานโดยระเอียดรอบคอบ โดยมีพนักงานสอบสวนจากส่วนกลางช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด แต่สำนวนทุกคดีตนจะเป็นผู้ตรวจความสมบูรณ์เรียบร้อยทั้งหมด แต่ไม่ใช่การรวมสำนวนคดีเพราะไม่จำเป็นต้องรวมสำนวนคดีกัน เนื่องจากแต่ละคดีไม่เกี่ยวข้องกันเพียงแต่มีผู้ต้องสงสัยคนเดียวกันเท่านั้น

โดยในวันที่ 28 เม.ย. นี้ ตนนัดหมาย ให้พนักงานสอบสวนทุกคดีเข้ามาประชุม รายงานความคืบหน้าพร้อมกัน ที่สมาคมพนักงานสอบสวนสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุถึงผู้เสียหายที่ยังไม่ได้แจ้งความด้วยว่า สามารถแจ้งความได้ แม้จะไม่มีศพผู้เสียชีวิตแล้ว พนักงานสอบสวนจะดำเนินการรับเลขคดีและทำการสืบสวนสอบสวนให้ตามขั้นตอนเหมือนทุกคดี พร้อมกำชับประเด็นการสืบสวนสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนดูประวัติการป่วยของผู้เสียชีวิตทุกคน ตรวจสอบการได้มาซึ่ง ไซยาไนด์ ของแอม สอบสวนพยานผู้เสียหาย ผู้ประสบเหตุและพยานแวดล้อม ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยวันนี้เจ้าหน้าที่แพทย์นิติเวชที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์พิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ ตรวจเก็บวัตถุพยานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในทุกคดี

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่ออีกว่า ยืนยันคดีนี้ไม่ตัดจบที่นางแอม การสืบสวนสอบสวน จะอยู่บนการตั้งสมมติฐานว่า มีผู้ให้คำปรึกษาหรือให้การสนับสนุนหรือไม่ ด้านใดบ้าง ส่วนประเด็นการทำงานของพนักงานสอบสวนในพื้นที่เกิดเหตุ กรณีพบคดีการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติ แล้วไม่ส่งชันสูตรศพตามกฎหมายกำหนดนั้น ยอมรับว่า ในทางปฏิบัติทำได้ไม่ทั่วถึง เพราะในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีแพทย์นิติเวช พนักงานสอบสวนจึงยึดความประสงค์ของญาติว่าติดใจหรือไม่ ประสงค์ส่งศพผ่าชันสูตรหรือไม่ โดยส่วนใหญ่จะพบว่า กรณีหัวใจล้มเหลว หัวใจวาย ครอบครัวผู้สูญเสียมักไม่ติดใจ ไม่ประสงค์ให้ผ่าชันสูตร แต่ในอนาคตจะกำชับให้พนักงานสอบสวนทุกพื้นที่เคร่งครัดในการปฏิบัติในการส่งศพผ่าชันสูตรทุกกรณีที่พบว่าเป็นการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติ