เพื่อนสนิทของแฟนเก่า “แอม” ผู้ต้องหาวางยาฆ่า “ก้อย” เท้าแชร์ชาวกาญจนบุรี เผยเพื่อนก็ตายปริศนา ไปทำบุญแล้วเป็นลมในบ้านที่อุดรธานี เมียไปเป็นพยานโรงพัก แล้วกลับมาเลี้ยงฉลองวันเกิด ทั้งที่กำลังตั้งท้องลูกคนตาย ไม่ยอมส่งมอบเอกสารการตายให้ญาติ สงสัยเลยไปค้นในห้อง เจอขวดไซยาไนด์ ชี้เป็นผู้หญิงที่ใจคอโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ และไม่เชื่อว่าทำเรื่องแบบนี้คนเดียว 

กรณี น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือน้องก้อย อายุ 32 ปี เสียชีวิตอย่างมีปริศนา ขณะเดินทางไปปล่อยปลาบริเวณริมแม่น้ำแม่กลอง เขตเทศบาลเมืองบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ญาติติดใจในการตาย เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 14 เม.ย. 66 ที่ผ่านมา ล่าสุด วันที่ 25 เม.ย. มีการออกหมายจับ “แอม” เพื่อนสนิทที่ไปด้วย แต่ไม่ช่วยเพื่อน กลับขโมยทรัพย์สินขึ้นรถหลบหนีไป โดยผลการตรวจชิ้นเนื้อศพ พบสารไซยาไนด์ พนักงานสอบสวนตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งรับผิดชอบคดี จึงขออนุมัติหมายจับข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พร้อมหาหลักฐานในคดีที่มีผู้เสียชีวิตปริศนาอีก 6 คดี ซึ่งล้วนแล้วแต่เสียชีวิตในลักษณะคล้ายกัน และรู้จักเกี่ยวข้องกับ น.ส.แอม ผู้ต้องหา

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวไปพบกับ นายบี (นามสมมติ) ชาว จ.ราชบุรี เพื่อนสนิทของ นายแด้ แฟนเก่าของ น.ส.แอม หนึ่งในผู้เสียชีวิตอย่างปริศนา ให้ข้อมูลว่า หลังจาก นายแด้ ได้รู้จักและมีความสัมพันธ์กับ น.ส.แอม เพื่อนของตนได้ปรนเปรอทั้งเงินทองให้ เนื่องจาก น.ส.แอม เป็นคนปากหวาน เอาใจเก่ง โปรไฟล์ดี มีอาชีพเท้าแชร์และรับจำนองที่ดิน รถยนต์ แต่ทุกครั้งที่โทรศัพท์พูดคุยกัน น.ส.แอม จะทิ้งท้ายว่า “แล้วโอนเงินมาด้วยนะ” ต่อมา นายแด้ ไปทำธุรกิจปล่อยเงินกู้ที่ จ.อุดรธานี และชักชวน น.ส.แอม ไปฉลองวันเกิดด้วยกัน โดยในช่วงเช้าวันที่ 12 มี.ค. 66 ทั้งคู่ได้ออกไปทำบุญด้วยกันที่วัดแห่งหนึ่ง กระทั่งเวลาประมาณ 13.30 น. พบว่า นายแด้ เป็นลมหมดสติอยู่ในห้องน้ำในบ้านพัก และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

...

แต่สิ่งที่เพื่อนทุกคนต่างสงสัย คือ นอกจากสภาพศพของ นายแด้ ที่มีรอยคล้ำที่ผิวขอบใต้ตา ริมฝีปาก และเล็บ รวมไปถึงมีเลือดออกที่บริเวณปากและจมูก ซึ่งมองว่ามีความผิดปกติ ส่วนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเมีย และกำลังจะเป็นแม่ของลูกในวันที่สามีเสียชีวิต กลับเลี้ยงฉลองวันเกิดของตัวเองในช่วงกลางคืน ปล่อยให้เจ้าหน้าที่นำส่งร่างผู้เสียชีวิตมาที่ จ.ราชบุรี เพียงลำพังโดยไร้ญาติ ส่วน น.ส.แอม นั่งเครื่องบินตามกลับมาในภายหลัง และตลอดเวลาที่มีพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ก็ไม่เคยมาร่วมงาน จนถึงวันฌาปนกิจจึงได้เข้ามาแสดงตัวว่าเป็นเมีย และกำลังตั้งครรภ์ลูกของนายแด้

“ทางญาติเห็นแก่เด็กและผู้เสียชีวิต จึงไม่ติดใจทวงถาม และยกทรัพย์สินให้ไป ประกอบด้วยสร้อยคอทองคำ 5 บาท สร้อยข้อมือทองคำ 3 บาท พระเลี่ยมทอง แหวนทอง และเงินสดไม่ทราบจำนวน หลังจากที่ญาติและเพื่อนๆ ได้ทราบข่าวที่เกิดขึ้นกับ น.ส.ก้อย จึงเอะใจ เนื่องจากลักษณะการตายที่คล้ายกัน ก่อนจะย้อนกลับเข้าไปที่บ้านของ นายแด้ ที่ อ.บ้านโป่ง ที่ น.ส.แอม เคยมาใช้ชีวิตร่วมกัน ถึงกับต้องผงะ เมื่อพบกับหลักฐานสำคัญ คือ เอกสารแจ้งเหตุการณ์เสียชีวิตของ นายแด้ ออกโดย สภ.เมืองอุดรธานี ที่ น.ส.แอม ไม่เคยส่งมอบให้กับญาติ ในเอกสารระบุว่า น.ส.แอม ผู้เป็นภรรยา ได้ร่วมเป็นพยาน และไม่ติดใจในสาเหตุการเสียชีวิต นอกจากนี้ ยังพบขวดสารเคมีระบุชื่อ UN1680 จากการหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต พบว่าเป็นสารกลุ่มไซยาไนด์ ทางครอบครัวจึงส่งหลักฐานทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ชุดของกองปราบฯ ไว้ประกอบการดำเนินคดี”

ทั้งนี้ คนในครอบครัวของนายแด้ รวมถึงเพื่อนๆ ทุกคน เชื่อว่า นายแด้ และผู้เสียชีวิตคนอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวพันกับ น.ส.แอม ต้องถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน และเป็นการฆาตกรรมแบบต่อเนื่อง เพื่อหวังในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์ อยากฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายกับ น.ส.แอม ให้ถึงที่สุด และขอให้มีการลงโทษสูงสุด คือ ประหารชีวิต เพราะเป็นผู้หญิงที่น่ากลัว และเป็นภัยต่อสังคมอย่างมาก และเชื่อว่า น.ส.แอม ไม่ได้ก่อเหตุเช่นนี้เพียงคนเดียว น่าจะมีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผู้หญิงตัวเล็กๆ จะสามารถฆ่าคนได้ต่อเนื่องขนาดนี้ ขอให้ตำรวจตรวจสอบให้หมด นอกจากนั้น ขอฝากถึง น.ส.แอม ว่า “ขอให้ยอมรับผิด ชดใช้กรรมที่ตัวเองทำลงไปทั้งหมด”"

ที่ อ.บ้านโป่ง วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้ไปที่บริเวณจุดเกิดเหตุริมแม่น้ำแม่กลองอีกครั้ง พบว่ายังคงมีชาวบ้านเดินทางมาปล่อยปลากันตามปกติ จากการเดินสำรวจโดยรอบลานอเนกประสงค์ริมเขื่อน พบมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้สามารถบันทึกคลิปพฤติกรรมที่ผิดปกติของเพื่อนผู้เสียชีวิตไว้ได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าบริเวณริมแม่น้ำ ไม่มีกล้องวงจรปิดที่จะบันทึกภาพเหตุการณ์ ช่วงขณะที่ น.ส.ศิริพร มีอาการเป็นลมหน้ามืด จนมีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านเข้ามาช่วยเหลือ นำตัวส่ง รพ.บ้านโป่ง

...

จากการพูดคุยกับแม่ค้าใกล้กับจุดเกิดเหตุ เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงเช้าของวันที่ 14 เม.ย. ที่ผ่านมาว่า ขณะกำลังขายของอยู่ ได้ยินชาวบ้านพูดว่า มีคนเป็นลมอยู่ริมแม่น้ำ จึงเดินลงไปดู พบเจ้าหน้าที่กำลังปั๊มหัวใจ เพื่อช่วยชีวิตหญิงสาวรายหนึ่งที่นอนหมดสติ ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาล กระทั่งต่อมาทราบข่าวว่า หญิงสาวได้เสียชีวิต และญาติสงสัยเหตุใดเพื่อนที่มาด้วยกันจึงหลบหนี ไม่ให้การช่วยเหลือ ซึ่งตนมองว่าเป็นเรื่องผิดวิสัยของคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนกัน เพราะอย่างตน หากพบผู้ประสบอุบัติเหตุยังรีบเข้าไปช่วยเหลือ แต่เรื่องราวหรือข้อมูลเชิงลึกนั้นไม่ทราบ.