รอง ผบช.น. เผย เหตุชาวจีนร่วมกันอุ้มชิงทรัพย์หญิงชาวจีนท้องที่ สน.ห้วยขวาง ได้ทรัพย์สินไปหลายแสน ก่อนเข้าแจ้งความ 19 เม.ย. ขณะที่คนร้าย 2 รายหนีไปกัมพูชาแล้ว เร่งประสาน กต. ขอออกหมายแดงต่อไป
ที่ สน.ห้วยขวาง เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 เม.ย.2566 พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. ร่วมกันแถลงถึงกรณีมีเหตุชาวจีนร่วมกันอุ้มชิงทรัพย์หญิงชาวจีนเหตุเกิดในท้องที่ สน.ห้วยขวาง โดยพล.ต.ต.นพศิลป์ เผยว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 66 ที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ได้รับแจ้งจาก พ.ต.อ.สุกฤต มังคละสวัสดิ์ ผกก.สน.ห้วยขวาง ว่า มีหญิงชาวจีนถูกจับตัวเพื่อเรียกเงิน คนร้ายหลบหนีไป โดยผู้เสียหายปลอดภัยก่อนเข้าแจ้งความที่ สน.ห้วยขวาง โดยชุดสืบสวนของ พล.ต.ต.ธีรเดช และ กก.สส.บก.น 1 ได้ทำการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่าจุดเกิดเหตุเป็นคอนโดแห่งหนึ่งย่านถนนพระราม 9 ชั้น 35 โดย น.ส.หลิน (นามสมมติ) อายุ 25 ปี ผู้เสียหายชาวจีน ได้นำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบห้องดังกล่าว พบว่ามีร่องรอยการต่อสู้ ผู้เสียหายได้ชี้ยืนยันว่า คนร้ายมีมีดเล่มหนึ่งใช้ขู่ผู้เสียหาย หลังจากนั้นได้มีการมัดตัวไว้
...
จากการสอบถามผู้เสียหาย ทราบว่าเมื่อวันที่ 13 เม.ย. 66 ได้ไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านวังทองหลาง ที่มีการจัดงานสงกรานต์ ได้พบกับชายชาวจีนทราบชื่อต่อมาว่านายจาง จี้ หลิง รูปร่างผอม มีอัธยาศัยดีและมีการติดต่อสื่อสารผ่านแอปพลิเคชัน เทเลแกรม (Telegram) ต่อมาวันที่ 17 เม.ย. 66 เวลา 20.00 น. ได้มีการติดต่อกันทาง Telegram โดยฝ่ายชายชักชวนให้มาเที่ยวที่ห้องพักของตัวเองที่บริเวณคอนโดที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายได้เดินทางมาที่คอนโดดังกล่าวเวลา 23.00 น. และมีการซื้อสุราและน้ำดื่ม จากนั้นคนร้ายพาผู้เสียหายขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องชั้น 35 แต่ปรากฏว่าพอเข้าไปในห้องพบกับชายชาวจีนรูปร่างอ้วน ทราบชื่อต่อมาว่า นายซู เหว่ย อยู่ภายในห้องอีกคนหนึ่ง ก่อนผู้เสียหายจะถูกมัดมือ มัดเท้า ด้วยเชือกและเทปใส จับถอดเสื้อผ้าหลัง จากนั้นบังคับให้ฝ่ายหญิงโอนเงินบอกรหัสผ่านแอปพลิเคชัน เอ็มแชท โดยผู้เสียหายได้โอนเป็นเงินหยวนคิดเป็นเงินไทยจำนวน 427,500 บาท และได้นำโทรศัพท์ iPhone 14 จำนวน 1 เครื่องของผู้เสียหายไป
รอง ผบช.น. กล่าวต่อว่า จากนั้นคนร้ายทั้งสองได้ลงลิฟท์ ขึ้นรถ จยย. Zoomer X ออกจากพื้นที่เกิดเหตุไป โดยฝ่ายผู้เสียหายได้แก้มัดเชือกออกจากห้องพักได้ ในวันที่ 18 เม.ย. 66 จากนั้นวันที่ 19 เม.ย. 66 จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.ห้วยขวาง ฝ่ายสืบสวนได้รายงานให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. รับทราบว่า หลังจากจบเคสชาวจีนที่ สน.บางโพงพาง ไป ก็เกิดเหตุที่ สน.ห้วยขวาง อีก
พล.ต.ต.นพศิลป์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด นายจาง จี้ หลิง ได้ขึ้นแท็กซี่ไปสนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไปประเทศกัมพูชา เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 18 เม.ย. 66 ส่วนนายซู เหว่ย ขี่รถจยย. ไปยังบ้านพักแห่งหนึ่งในซอยสุทธิสาร ฝ่ายสืบสวนจึงไปเฝ้าติดตามจนกระทั่งพบว่ามีชายชาวจีนผู้ครอบครองบ้านหลังดังกล่าว จึงได้ทำการตรวจยึดรถและสอบถามว่ารู้จักกับนายซู เหว่ย หรือไม่ ทราบว่านายซู เหว่ย เป็นเพื่อน ตรวจค้นพบเสื้อเป็นลายการ์ตูน เสื้อฮู้ดที่ใส่ก่อเหตุอยู่และมีสำเนาพาสปอร์ตของนายซู เหว่ย อยู่ด้วย จึงได้ติดต่อผู้เสียหายให้มาชี้ยืนยัน จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดในร้านสะดวกซื้อและในลิฟต์พบรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายทั้ง 2 คน โดยนายจาง จี้ หลิง เป็นคนทำสัญญาเช่าห้องพักเมื่อวันที่ 16-19 เม.ย. 66 จากการตรวจสอบพาสปอร์ตเล่มดังกล่าว ไม่พบการเดินทางเข้าออกประเทศ แต่พบว่า นายจาง จี้ หลิง ใช้พาสปอร์ตอีก 1 เล่ม เดินทางออกจากประเทศ โดยมีการใช้ชื่อนายถัง ซี่ เหว่ย แทน ฝ่ายสืบสวนจึงรวบรวมหลักฐานประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อขอออกหมายแดง ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองต่อไป
...
รอง ผบช.น. กล่าวด้วยว่า สำหรับการก่อเหตุของคนร้ายทั้งสองน่าเชื่อว่า เป็นการหว่านแหหาผู้เสียหาย เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุเป็นที่จัดงานสงกรานต์ จากนั้นมีการสานสัมพันธ์คุยกันผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม เชื่อว่าคนร้ายได้วางแผนทำการก่อเหตุ โดยชักชวนเพื่อนมาชิงทรัพย์ผู้เสียหาย จากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียหายถูกทำร้ายร่างกายมีบาดแผลที่แขนไหล่และโดนตบใบหน้า โดยกลุ่มคนร้ายหลังก่อเหตุได้หลบหนีออกไปที่ประเทศกัมพูชา
ทั้งนี้ขอประชาสัมพันธ์ถึงประชาชน ว่าหากพบชาวจีนมีลักษณะเหมือนบุคคลในคดีนี้ หรือพบกลุ่มชาวจีนที่มีลักษณะส่งเสียงดัง มีพฤติกรรมที่ต้องสงสัย ใช้รถหรืออยู่รวมกันจำนวนมาก ขอให้แจ้งเบาะแสเป็นข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางสายด่วน 191.