พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ยันยึดตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นที่ตั้ง กรณีตรวจสอบ "สารวัตรซัว" พัวพันเว็บพนัน ไม่หวั่นมีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นลูกหลาน อดีต ผบ.ตร. และ มีความสัมพันธ์ กับนายพล จ.

กรณี พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.มีคำสั่งให้ พ.ต.ท.วสวัตติ์ มุครสกุล หรือสารวัตรซัว สว.ฝ่ายโยธาธิการ 2 กองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง ออกจากราชการไว้ก่อน หลังถูก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแฉเป็นเจ้าของบ่อนพนันออนไลน์รายใหญ่ มีเงินหมุนเวียนกว่าหมื่นล้านบาท สั่งการมอบหมายให้ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน เบื้องต้น ชุดสืบสวน บช.ก.พบว่า เรื่องดังกล่าวมีมูล อยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียดว่า จะเกี่ยวพันไปถึงใครอย่างไรบ้าง

ความคืบหน้าจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อ 12.00 น. วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะทำงานตรวจสอบกรณีดังกล่าว

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. กล่าวว่า วันนี้เป็นการประชุมชุดคณะทำงานตรวจสอบกรณี พ.ต.ท.วสวัตติ์ มุครสกุล หรือสารวัตรซัว อดีตสารวัตรฝ่ายโยธาธิการ 2 กองโยธาธิการ สังกัดกองโยธาธิการ สำนักงานส่งกำลังบำรุง พัวพันพนันออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงาน อาทิ บก.ป. บก.ปอศ. บก.ปอท. ที่มีการแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หลักๆ จะเน้นไปที่การตรวจสอบให้แน่ชัดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจสอบทรัพย์สิน การตรวจสอบบริษัท และบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้มีการแบ่งหน้าที่การดำเนินการไปบ้างแล้ว

ทั้งนี้เมื่อถามว่าตัวผู้ถูกกล่าวหามีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และ อาจจะมีการโยกย้ายทรัพย์สิน หรือ ทำลายหลักฐานต่างๆ จนยากต่อการตรวจสอบ จะมีผลต่อการดำเนินการหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า ก็มีเป็นกังวลบ้าง เพราะเรื่องเกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่ง จึงเป็นโอกาสที่ที่ทำให้เกิดการขยับโยกย้ายทรัพย์สิน และเส้นเงิน แต่เชื่อว่าอาชญากรรมไม่ว่าจะรูปแบบใดย่อมทิ้งร่องรอยหลักฐานไว้เสมอ และ หากกระทำผิดจริง เชื่อว่าทางเจ้าหน้าที่สามารถแกะรอยตรวจสอบได้อย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลต่างๆ ขอเวลาสักระยะหนึ่ง เมื่อพยานหลักฐานมีมากพอก็จะตั้งเป็นคดีและเชื่อว่าจะสามารถไปต่อได้อย่างแน่นอน

...

ต่อข้อสักถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นลูกหลานอดีต ผบ.ตร. และมีความสัมพันธ์ กับนายพล จ. นั้น จะมีผลต่อการดำเนินงานหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ ยืนยันว่า เราดำเนินการตามข้อเท็จจริง จะเป็นลูกใครหลานใครไม่ใช่ประเด็น หรือสาระ ยึดพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายเป็นที่ตั้ง ส่วนเรื่องบทลงโทษทางวินัย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของต้นสังกัด ทางเราดำเนินการเฉพาะในเรื่องของคดีอาญา ซึ่งหากปรากฏข้อเท็จจริงใดๆ ทางเราจะรายงานไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกขั้นตอนอยู่แล้ว

พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวด้วยว่า การสืบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีนี้ ทางเรายืนยันว่า ยินดีเปิดรับข้อมูลจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ หรือใครก็แล้วแต่ สามารถส่งมาได้ เพราะข้อมูลที่ได้มาถือว่าเป็นประโยชน์ทุกข้อมูล และจะนำข้อมูลที่ส่งมาไปตรวจสอบต่อ

ส่วนข้อมูลที่นายชูวิทย์ ให้มานั้น มีมาจำนวนมาก และเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ที่จะนำไปดำเนินการตรวจสอบ หากปรากฏเป็นข้อเท็จจริงที่ผิดกฎหมาย ก็จะใช้ดำเนินคดีต่อไป ส่วนการจะเรียกนายชูวิทย์มาให้ปากคำหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต