แม่เหยื่อสาวถูก "ไอ้รุจ" ฆาตกรโหด ซ้อมทารุณจนตายคาห้องเช่า ย่านบางกอกน้อย ขอให้ประหารชีวิต เพื่อให้ผู้ต้องหาได้ชดใช้กรรม หลังลงมืออย่างโหดเหี้ยม ทั้งยังหมดเงินจากการถูกหลอก จนไม่มีเงินทำศพ ต้องยืมจากญาติพี่น้อง เพราะผู้ตายคือเสาหลัก

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 65 จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางยี่ขัน ได้รับแจ้งพบศพนางสาวกมลเนตร ละมุน อายุ 26 ปี เสียชีวิตอยู่ในบ้านเช่า สภาพศพมีบาดแผลจากการถูกทำร้าย กะโหลกศีรษะแตก เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง กระดูกสันหลังหัก กระดูกซี่โครงหัก ซึ่งจากการสืบสวนทราบว่า นายธนเดช แก้วช่วง หรือ รุจ แฟนของผู้ตายเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ โดยทำความรู้จักผ่านแอปหาคู่ได้ไม่ถึง 1 เดือน และได้หลบหนีออกนอกพื้นที่ กระทั่งล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัว ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาตลิ่งชัน ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตายโดยทรมาน หรือกระทำทารุณโหดร้าย โดยจับกุมได้ที่ห้องพักในแมนชั่นแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดพัทลุง

ล่าสุด ครอบครัว นางสาวกมลเนตร ละมุน ผู้เสียชีวิตซึ่งถูกไอ้รุจทำทารุณกรรมอย่างโหดเหี้ยมญาติได้นำเข้าอัฐิมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดในพื้นที่บ้านกุดปลาดุก หมู่ที่ 1 ต.กุดปลาดุก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เมื่อวันที่ 12 ต.ค 65 ที่ผ่านมา โดยนางสาว บุญถิ่น ละมุน อายุ 59 ปี แม่ของนางสาวกมลเนตร ผู้เสียชีวิต เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวทั้งน้ำตาว่า อยากให้ไอ้รุจ ฆาตกรโหดรายนี้ได้รับกรรมอย่างสาสม อยากให้ถูกประหารชีวิต ถูกยิงเป้า หรือถูกซ้อมจนตายเหมือนที่ทำกับลูกสาวของตน

"แม่มีลูกสาวคนเดียว ก่อนหน้าที่กมลเนตร จะเดินทางไปทำงานที่ กทม. เคยมีครอบครัวและเคยแต่งงานแล้ว มีลูกสาว 2 คน โดยปกติแล้วกมลเนตร เป็นเสาหลักของครอบครัวทำงานเลี้ยงดูแม่ตลอดมา ล่าสุดเมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ได้พบกับนายรุจ และได้คบหากัน ซึ่งนายรุจก็ได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับแม่ว่า จะขอดูแลกมลเนตรเอง และจะส่งเงินให้แม่ใช้อีกด้วย โดยในช่วง 2-3 วันแรกลูกสาวก็โทรมาหาพูดคุยกันปกติบอกนายรุจดูแลดี จากนั้น 4-5 วันถัดมาก็ติดต่อไม่ได้ ติดต่อได้ก็อย่างยากลำบากต้องติดต่อผ่านนายรุจ มีการเปลี่ยนซิม เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์อยู่เป็นประจำ บางเบอร์ใช้แค่ไม่ถึงวันก็มี ส่วนใหญ่ลูกเป็นคนติดต่อมา ต่อมาแม่ก็ได้รับโทรศัพท์จากนายรุจว่าทั้งคู่ถูกโจรปล้น กมลเนตร ถูกทำร้ายทุบตี ต้องรักษาตัวแต่ไม่มีเงิน แม่จึงเอาสร้อยคอทองคำ 1 สลึง ที่มีอยู่ไปขายและส่งเงินไปให้" นางสาวบุญถิ่นกล่าว

...

นางสาวบุญถิ่น กล่าวต่อว่า จากนั้นไม่นานนายรุจก็โทรมาอีกบอกว่าต้องการย้ายห้องเช่า แม่ก็ยืมเงินจากญาติพี่น้องโอนไปให้อีก บ่อยครั้ง รวมๆ แล้วประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท และในทุกครั้งก็ไม่เคยได้คุยกับลูกสาวเลย นายรุจบอกแค่ว่า กมลเนตรไม่สบาย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 ก.ย. 65 นายรุจยังโทรมาขอเงินแม่อีก บอกว่า กมลเนตรป่วยตายแล้ว ตอนนี้ศพอยู่ที่ รพ.ศิริราช ต้องนำศพกลับบ้านต้องใช้เงิน 1,700 ค่านำส่งศพ แม่บอกว่าแม่ไม่มีเงินและบอกว่าขอดูหน้าลูกหน่อยได้ไหม จากนั้น ก็ติดต่อนายรุจไม่ได้อีกเลย

จากนั้นทางครอบครัวก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่า กมลเนตร เสียชีวิตแล้ว ตอนนี้ศพอยู่ที่ รพ.ศิริราช ทางครอบครัวและญาติพี่น้องจึงเดินทางไปดูศพ นาทีที่เห็นศพลูกสาว แทบจะสิ้นใจตายเพราะสภาพศพบวมช้ำจนจำแทบไม่ได้ แต่ที่มั่นใจคือสร้อยข้อมือที่ลูกสาวสวมอยู่ และรอยสักรูปพญานาคที่ต้นขา ทำให้จำได้และมั่นใจว่าใช่ลูกสาวของตน และในคืนก่อนหน้าที่จะทราบข่าวว่า ลูกสาวเสียชีวิตตนได้ฝันว่ามีเด็กผู้ชายมาบอกว่า กมลเนตรอยู่ที่ห้อง 38 นะครับ กระทั่งช่วงเช้ามาจึงทราบว่าลูกสาวเสียชีวิต

ทั้งนี้ ครอบครัวลำบากมากเงินที่ทำศพก็ต้องหยิบยืมจากญาติพี่น้อง บางส่วนก็มีชาวบ้านนำมาบริจาคให้บ้าง เพราะสงสาร จึงอยากขอให้ช่วยเหลือทางครอบครัวด้วย เพราะยายอยู่ตัวคนเดียว สามีเสียชีวิตไปได้ประมาณ 10 กว่าปีแล้ว และยังต้องมาสูญเสียลูกสาวคนเดียวซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวไปอีก ทำให้ตอนนี้ลำบากมา

ด้านนายวิชัย ประกอบดี อายุ 34 ปี อดีตสามีของนางสาวกมลเนตร เปิดเผยว่า ตนเองอยู่กินกับ กมลเนตร ผู้ตายประมาณ 5 ปี และได้เลิกรากันประมาณ 10 ปี มีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตผู้หญิง อายุ 10 ขวบ คนเล็กผู้หญิง อายุ 6 ขวบ สาเหตุที่เลิกกันนั้นเพราะผู้ตายชอบเล่นมือถือ จึงเกิดการหึงหวงไม่เข้าใจกัน ซึ่งหลังทราบข่าวว่ากมลเนตรเสียชีวิตตนก็เสียใจและตกใจมาก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนลูกสาวคนโตก็ยังทำใจไม่ได้ที่แม่ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม สำหรับตนเองอยากให้ฆาตกรชดใช้กรรมโดยการถูกประหารชีวิต ไม่อยากให้ไปทำกับคนอื่นอีก.