รับน้องโหด มทร.อีสาน ประชุมบ่ายนี้ เผยบทลงโทษรุ่นพี่ มีทั้งไล่ออก พักการเรียน หักคะแนน ส่วนคดีความตำรวจแจ้งข้อหา 32 คน ผกก.สภ.มะเริง สั่งเร่งรัดสรุปสำนวนคดีภายใน 30 วัน
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากกรณี นายพัสยศ ชลภักดี หรือน้องเปรม อายุ 19 ปี เป็นนักศึกษา ปวส. ชั้นปีที่ 1 สาขาช่างกลโรงงาน วิทยาลัยนวัตกรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (นครราชสีมา) หรือ มทร.อีสาน เสียชีวิตจากการถูกกลุ่มรุ่นพี่ทำร้ายร่างกายในกิจกรรมรับน้องใหม่ที่แอบจัดนอกสถานที่ เมื่อกลางดึกของวันที่ 13 มีนาคมที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจได้สอบปากคำกลุ่มรุ่นพี่ที่ก่อเหตุ และได้แจ้งข้อกล่าวหากับกลุ่มรุ่นพี่ 7 คน ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย โดยทั้ง 7 คนได้ให้รับทราบข้อกล่าวหา และพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวไป เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์หลบหนี
ล่าสุด วันนี้ (22 มีนาคม 2565) ผศ.สุรพจน์ วัชโรภากุล รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ทางมหาวิทยาลัยฯ จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการปกครอง เพื่อพิจารณาบทลงโทษนักศึกษารุ่นพี่ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ โดยจะนำสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.มะเริง มาประกอบการพิจารณาด้วย หากพบว่ามีนักศึกษาคนใดเกี่ยวข้องโดยตรงกับการก่อเหตุชกท้อง จนเป็นเหตุให้น้องเปรมเสียชีวิต ก็จะถือว่ามีความผิดร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากมหาวิทยาลัย ส่วนกลุ่มที่เกี่ยวข้องในการเป็นตัวตั้งแอบจัดกิจกรรมรับน้อง ก็จะมีโทษพักการศึกษา และผู้ที่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมรับน้องก็จะมีโทษหักคะแนน เป็นต้น ทั้งนี้ทางมหาวิทยาลัยจะเร่งรัดให้คณะกรรมการปกครองสรุปผลการสอบสวนพิจารณาบทลงโทษให้แล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้
...
ด้าน พ.ต.อ.คณัสนันท์ สุวรรณทรัพย์ ผกก.สภ.มะเริง เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน สภ.มะเริง สอบปากคำพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมรับน้องที่เกิดขึ้นไปแล้ว รวมกว่า 60 ปาก พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหากลุ่มรุ่นพี่ 7 คน ในฐานความผิดร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย และฐานความผิดร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น และกลุ่มรุ่นพี่ทั้งหมด 25 คน ถูกแจ้งข้อหาฐานความผิดร่วมกันทำให้ผู้อื่นขายหน้าต่อหน้าธารกำนัล และความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 โดยได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดสรุปสำนวนคดีภายใน 30 วัน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.