สาววัย 23 ปี ร้องขอความเป็นธรรม ถูกกลุ่มคนอ้างตัวเป็นตำรวจ บุกค้นถึงในบ้าน แถมบังคับให้ถอดเสื้อผ้า ขโมยเงินสดอีก 7,700 บาท งงหนักพอไปแจ้งความ ตำรวจ สภ.ศรีสมเด็จ กลับให้ลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา นางคำบุ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี น.ส.สุนิสา (ขอสงวนนามสกุล) ลูกสาว อายุ 23 ปี (ลูกสาว) และนายนรงฤทธิ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 27 ปี ทั้ง 3 คน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่หมู่ที่ 8 บ้านโพธิ์สัยน้อย ต.โพธิสัย อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด ได้ให้ นายอำนาจ กฤตาคม จากสำนักงานทนายความความอำนาจ กฤตาคม พาไปยังกองบังคับการตำรวจภูธรเมืองร้อยเอ็ด (ภ.จว.ร้อยเอ็ด) พร้อมด้วยพยานหลักฐานเอกสารร้องเรียนขอความเป็นธรรม แสดงความจำนงที่จะยื่นต่อ พล.ต.ต.ไพโรจน์ มังคลา ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
กรณีที่เมื่อเช้าตรู่ของวันที่ 28 มกราคม 2565 ขณะที่ทั้ง 3 คนนอนหลับอยู่ในบ้าน ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด นอกเครื่องแบบ ที่รู้ชื่อเล่นตามที่ได้ยินการเรียกกันว่า “ผู้กองเป้” และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน กระทำความผิดประพฤติมิชอบ ด้วยการพาพรรคพวกกว่า 14 ราย บุกพังประตูบ้านและหน้าต่างบ้านของตน เข้าไปทำการตรวจค้นบ้าน โดยไม่แสดงหมายค้นใดๆ ทำให้ประตูหน้าต่าง ทรัพย์สินเสียหาย โดยไม่แจ้งเหตุที่ชัดเจน
หลังจากจู่โจมพังบ้านเข้าไปแล้ว ก็กันคนในบ้านทุกคนออกจากบ้าน และแต่ก่อนจะออกจากบ้าน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงที่ไปด้วย บังคับให้ น.ส.สุนิสา ถอดเสื้อผ้า กางเกง ออกหมด แล้วตรวจค้นร่างกายทั่วทั้งตัว ที่อยู่ในลักษณะเปลือยกาย ตรวจไม่บอกว่าตรวจค้นหาอะไร แต่เมื่อไม่พบอะไร จึงไล่ออกมาข้างนอกรวมกับคนอื่น ก่อนที่จะทำการตรวจค้น โดยไม่ให้เจ้าของบ้านอยู่ดูด้วย เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง และเมื่อไม่พบอะไรที่ผิดกฎหมาย จึงนำเอาเอกสารมาให้เจ้าของบ้านเซ็นว่าไม่มีทรัพย์สินใดๆ เสียหาย ซึ่งก่อนเซ็นเจ้าของบ้านขอให้นำหมายค้นมาแสดงก่อน ซึ่งก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีเพียงข้อความ แต่ไม่มีตราสัญลักษณ์ ตราประทับใดๆ มาโชว์ อ้างว่าเป็นหมายค้น แล้วบังคับให้เซ็นเอกสารยอมรับว่าไม่มีอะไรเสียหาย ในขณะเข้าทำการตรวจค้นแต่อย่างใด แล้วพากันกลับไป ท่ามกลางความงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งหลังจากคณะทั้งหมดกลับไปแล้ว ประมาณ 1 ชั่วโมง น.ส.สุนิสา จึงนึกได้ว่าตนเองมีเงินที่เบิกมาไว้ในกระเป๋าจำนวน 8,000 บาท เมื่อ 2 อาทิตย์ เพื่อเตรียมไว้จ่ายค่าวัสดุที่สั่งมาตกแต่งต่อเติมบ้าน เพื่อความสะดวกในการจ่ายเงินได้ทันที ได้วางไว้ในบ้าน จึงรีบไปตรวจสอบ ปรากฏว่าเงิน 8,000 บาท ที่เตรียมไว้หายไป 7,700 บาท เหลือเพียง 300 บาทเท่านั้น
...
หลังจากทราบว่าเงินหาย จึงโทรไปถาม “ผู้กองเป้” หัวหน้าชุดเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้น ให้ตรวจสอบว่ามีใครนำเงินไปหรือไม่ แต่ปรากฏ “ผู้กองเป้” กล่าวว่า สอบถามลูกน้องทุกคนแล้วไม่มีใครเห็นหรือนำเงิน 7,700 ไป ต่อมาจึงสอบถามคนในบ้านก็ไม่มีคนเห็น จึงมั่นใจว่าเงินหายไปขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวมาตรวจค้น และต้องมีคนนำเงินไป จึงเดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.กฤษณ์ติผล กฤตปกป้อง สารวัตรเวร สภ.ศรีสมเด็จ เพื่อเรียกสอบและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวในข้อหาลักทรัพย์จำนวนดังกล่าวไป
แต่ปรากฏว่า ทางพนักงานสอบสวนกลับไม่รับแจ้งความ และแนะนำว่าให้ลงประจำวันไว้อย่างเดียวก็พอ เพราะหากแจ้งความโดยไม่มีพยานหลักฐาน โดยไม่มีคนเห็นว่าตำรวจชุดดังกล่าวลักเงินไป ก็จะถูกฟ้องหมิ่นประมาท และถูกดำเนินคดีได้ แม้จะเจรจายืนยันหลายครั้งก็ไม่ยอมบันทึกแจ้งความให้ จึงจำใจลงบันทึกประจำวันไว้ แล้วนำเรื่องมาปรึกษาทนายที่เป็นญาติกัน พามายืนร้องขอความเป็นธรรม ในกรณีที่ถูกกระทำโดยไม่ถูกต้องในทุกกรณี
ขณะที่ นายนรงฤทธิ์ แฟนของ น.ส.สุนิสา กล่าวว่า ตนเชื่อว่าเป็นความผิดปกติแน่นอน เพราะสอบถามถึงเหตุที่อ้างว่ามีหมายค้นมาค้น ว่ามีการร้องเรียนว่าเป็นเหตุมั่วสุม ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าวในบ้านมาก่อน และตนสงสัยว่ามาเพราะมีการมั่วสุม ทำไมไม่ตรวจค้นทุกคน แต่พอไปถึงก็ไล่ทุกคนออกจากบ้าน เข้าไปค้น โดยไม่ให้เจ้าของบ้านดูด้วย และที่สำคัญกลับไปจับแฟนของตนแก้ผ้าแล้วตรวจค้นเพียงคนเดียวก็ถือว่าผิดปกติแล้ว
และตนยืนยันว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับการค้ายาแต่อย่างใด ซึ่งก็ยอมรับว่าในอดีตเคยเสพยา แต่ไม่เคยขาย เมื่อตอนอายุ 19 ปี และได้รับการบำบัดก่อนไปเป็นทหารเกณฑ์ ออกมาแล้วก็เลิกเด็ดขาด หลังจากเสพครั้งนั้น ตอนนี้อายุ 27 ปี มีแฟนก็ตั้งใจทำมาหากิน เปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เล็กๆ พอมีรายได้ นอกเหนือจากการทำการเกษตรกับครอบครัวซึ่งตนต้องการความเป็นธรรม
รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากที่ทุกคนขอเข้าพบ ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด เพื่อขอความเป็นธรรมจากเหตุที่ตรวจค้นมิชอบไม่มีหมาย และเงินหาย ต้องการเงินคืน และเอาผิดทางวินัยกับผู้ร่วมก่อเหตุทุกคน ปรากฏว่าทาง ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ไม่ได้ให้เข้าพบ ส่งเพียง ร.ต.อ.สุทัศน์ ชำนาญ และ ร.ต.อ.จักรี อรรตคำ ที่ทำหน้าที่หน้าห้อง และนายเวร มารับเรื่องราวและหนังสือร้องทุกข์ เพื่อเสนอให้ ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด รับทราบ และจะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ แล้วจะให้คำตอบต่อไป โดยกล่าวว่าจะเสนอให้ ผบก.ภ.จว.ร้อยเอ็ด ตรวจสอบเรื่องนี้ จะให้ความเป็นธรรมต่อไป
ด้าน นายอำนาจ กฤตาคม จากสำนักงานทนายความความอำนาจ กฤตาคม กล่าวว่า เรื่องนี้มีเงื่อนงำแน่นอน ในหลายกรณี เช่น การอ้างหมายค้นจากศาล แต่ไม่มีตราประทับ ไม่ใช่ของจริงแน่นอน และหลังเกิดเหตุ ตนได้ตรวจสอบไปยังเจ้าหน้าที่บันทึกออกหมายจากศาล ก็ไม่ปรากฏว่า ในวันดังกล่าวมีหมายออกจากศาล และจากประสบการณ์เท่าที่ตนทราบ หมายศาลจะต้องมีการกำหนดเวลาของการจะเข้าตรวจค้นที่ชัดเจนตายตัว ไม่ใช่คิดจะนำไปทำการตรวจค้นใคร เวลาไหนก็ได้ แค่นี้ก็ผิดแล้ว
สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือความปลอดภัยของครอบครัวนี้ อาจจะเกิดความไม่ปลอดภัยก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้ตนได้แต่ฝากผ่านไปยัง ผบก.ภจ.ว.ร้อยเอ็ด จะต้องลงมาดูเรื่องนี้ และจะต้องให้ความปลอดภัยกับครอบครัวนี้ด้วย เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายกับครอบครัวนี้ได้ และไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนี้ ยืนยันว่ามีเพียงเหตุเดียวเท่านั้น เพราะครอบครัวนี้เป็นญาติของตน และโดยพื้นฐานไม้เคยมีเรื่องกับใคร หากเกิดอะไรขึ้นก็คงเกิดจากเหตุที่ไปแจ้งความแล้ว ตร.ไม่รับแจ้งครั้งนี้เท่านั้น.