• ตำรวจเตรียมบังคับใช้กฎหมายจริงจังกับผู้ฝ่าฝืน เกี่ยวกับทางม้าลาย และผู้กระทำผิดข้อหาที่เป็นปัจจัย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ขณะที่ ศวปถ.วอนให้เหตุการณ์บิ๊กไบค์ชน "หมอกระต่าย" เป็นเคสสุดท้าย


จากเหตุสะเทือนใจที่ก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในการกวดขันเรื่องของการใช้รถใช้ถนน "วินัยจราจร" โดยเฉพาะการขับผ่านทางข้ามทางม้าลาย กรณี ส.ต.ต.นรวิชญ์ บัวดก ผบ.หมู่ กองร้อยที่ 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (กก.1 บก.อคฝ.) ขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ ยี่ห้อดูคาติ รุ่นมอนสเตอร์ ทะเบียน 1 กผ9942 เชียงราย พุ่งชน พญ.วราลัคน์ สุภวัตรจริยากุล หรือหมอกระต่าย จักษุแพทย์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขณะเดินข้ามทางม้าลายหน้า รพ.สถาบันโรคไตภูมิราชนครินทร์ ถนนพญาไท จนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 ม.ค. และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปเมื่อวันที่ 26 ม.ค.

โดย ส.ต.ต.นรวิชญ์ ที่บวชเป็นพระอุทิศส่วนกุศลได้ไปร่วมในพิธี ก่อนที่จะสึกออกมาเข้ากระบวนการทางกฎหมาย ขณะที่ภาครัฐหลายๆ หน่วยงานให้ความสำคัญหลังเกิดเหตุ

 "บิ๊กเด่น" ลั่นหลังจากนี้ต้องจริงจัง

วันก่อน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บิ๊กเด่น พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร (ศจร.ตร.), พล.ต.ท.ปรีชา เจริญสหายานนท์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่า กทม. ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษก กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบริเวณทางม้าลาย

...

โดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้นำมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (นปถ.) ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน เมื่อวันที่ 27 ม.ค.65 มอบหมายให้ ตร.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยให้นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความตระหนัก มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม
        

สั่งตำรวจทั่วประเทศปรับปรุงทางม้าลาย

ในที่ประชุม จึงได้สั่งการให้สถานีตำรวจทั่วประเทศ ตรวจสอบทางม้าลายร่วมกับ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แขวงการทาง หรือหน่วยงานภาคเอกชนที่เป็นเจ้าของถนน เพื่อหาแนวทางปรับปรุงแก้ไขเส้นทางข้ามให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งการทาสี ตีเส้น ทำแถบชะลอความเร็ว ทำป้ายเตือน ปรับทัศนวิสัย  ติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมทางข้าม การติดตั้งกล้อง CCTV นอกจากนี้ ตำรวจจะร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ พิจารณากำหนดอัตราความเร็วในเขตชุมชนที่มีประชาชนหนาแน่น หรือบริเวณสถานศึกษาหรือโรงพยาบาลตั้งอยู่ รวมถึงความเร็วขั้นต่ำก่อนถึงทางม้าลาย จัดทำป้ายจำกัดความเร็ว ซึ่งในเขตชุมชนอาจจำกัดความเร็ว 30-40 กม./ชม. นอกเขตชุมชน จำกัดความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่ฝ่าฝืน

จัดอาสาจราจรดูแลความปลอดภัยทางม้าลาย

แต่ละสถานีตำรวจจะจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร และอาสาจราจรดูแลความปลอดภัยบริเวณทางม้าลาย โดยเฉพาะทางข้ามที่ไม่มีการติดตั้งไฟสัญญาณจราจรควบคุมในช่วงที่มีประชาชนเดินสัญจรไปมาจำนวนมาก และจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง กับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับทางม้าลาย เช่น ไม่จอดให้คนข้าม ปรับไม่เกิน 1,000 บาท แซงบริเวณทางข้าม ปรับ 400-1,000 บาท  จอดรถในทางม้าลายปรับไม่เกิน 500 บาท รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดข้อหาที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะ 10 ข้อหาหลัก เช่น ฝ่าไฟแดง ย้อนศร ขับรถเร็ว เมาแล้วขับ อย่างต่อเนื่อง

ชูรางวัล 2 หมื่นให้คนถ่ายคลิป

สำหรับผู้พบการกระทำผิด รถไม่หยุดให้คนข้ามหรือรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรที่ทางม้าลาย สามารถถ่ายคลิป แล้วส่งให้ตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้ โดยให้ส่งมาที่ศูนย์บริหารงานจราจร ผ่านช่องทาง ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. https://www.facebook.com/SocialMediaRoyalThaiPolice/) หรือเพจอาสาตาจราจร มูลนิธิเมาไม่ขับ (https://www.facebook.com/อาสาตาจราจร) หรือเพจเฟซบุ๊ก จส.100 และ สวพ.91  

คลิปที่ ตร. ได้รับ จะส่งต่อให้สถานีตำรวจพื้นที่ติดตามดำเนินคดีกับผู้ทำผิด รวมถึงส่งไปพิจารณาในโครงการอาสาตาจราจรประจำเดือน ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินรางวัลสูงสุดเดือนละ 20,000 บาท  ขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันเป็นอาสาตาจราจร เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ถึงผลที่อาจเกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนกฎหมาย ความละอายต่อการทำผิด และสร้างวินัยการขับขี่ปลอดภัยให้เกิดขึ้นในสังคม

ใช้กล้อง AI ส่องทางม้าลาย

พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ทาง กทม.ได้รับมอบหมายให้ติดตั้งสัญญาณไฟจราจรคนข้ามแบบกดปุ่ม จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 สัปดาห์ การติดตั้งกล้อง AI เพื่อตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายบริเวณทางข้ามดังกล่าว คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน รวมไปถึงการทาพื้นสีแดง ขยายความกว้างของทางข้ามให้เห็นได้ชัดเจน จะใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ 29-30 มกราคม และวันจันทร์ที่ 31 มกราคม จะได้เห็นความเปลี่ยนแปลง

...

จากการสำรวจพบว่าใน กทม. มีทางม้าลายจำนวน 3,280 แห่ง มีการติดตั้งไฟกะพริบ 1,277 แห่ง ติดตั้งไฟแบบกดปุ่ม 226 จุด และทาพื้นสีแดง 431 แห่ง ยังคงสภาพเดิมอีก 1,934 แห่ง ซึ่งกรุงเทพมหานคร จะดำเนินการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ขอจัดสรรงบประมาณ ติดตั้งไฟสัญญาณทางข้ามแบบกดปุ่ม 100 จุดเสี่ยงในกรุงเทพมหานครอย่างเร่งด่วน ส่วนจุดที่เหลือจะแก้ไขเบื้องต้นโดยการทาพื้นสีแดงอย่างทั่วถึง

คนเดินถนนประสบเหตุเกือบ 3 พันรายต่อปี

ขณะที่ นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ให้ข้อมูลว่า แต่ละปีมีคนไทยจำนวนมากได้รับผลกระทบความสูญเสียจากการข้ามถนน เห็นได้จากข้อมูลผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของกระทรวงสาธารณสุขปี 2559-2561 ระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเป็นคนเดินถนนร้อยละ 6-8 หรือเฉลี่ย 800-1,000 ราย ในแต่ละปี และถ้าดูข้อมูลที่รวบรวมโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ก็พบว่าคนเดินถนน ประสบเหตุถึง 2,500-2,900 รายต่อปี โดยกว่า 1 ใน 3 เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ เฉลี่ย 900 รายต่อปี

ปัจจัยความเสี่ยงที่สำคัญคือ 1.ถนนมีลักษณะหลายช่องจราจร  เวลาข้ามถนนต้องใช้ระยะเวลาอยู่บนถนนนาน และแม้จะมีบางช่องจราจรหยุด แต่ช่องจราจรด้านในมักจะไม่หยุด

2.เมื่อมีคนข้าม รถในช่องทางชะลอหรือหยุดแต่ช่องจราจรขวาสุดที่ขับขี่ด้วยความเร็วมักไม่ได้ชะลอ และอาจมองไม่เห็นกันทั้งสองฝ่าย ทำให้จุดนี้เป็นอีกจุดอันตรายของการข้ามถนนที่มักจะมีผู้เกิดเหตุและเสียชีวิต

ขาดการแก้ไขอย่างจริงจัง


“ทุกครั้งที่มีข่าวความสูญเสียที่สังคมให้ความสนใจ ผู้นำและหน่วยงานกำกับจะทำงานเข้มข้นขึ้น ระยะหนึ่งเรื่องก็เงียบไป ขาดการแก้ไขอย่างจริงจัง และหลายครั้งของความสูญเสียก็สรุปสั้นๆ เพียงความประมาท เลินเล่อ ขาดจิตสำนึก หรือด่วนสรุปเพียงคนขี่หรือคนเดินข้ามประมาท หน่วยงานที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้อง ควรต้องสร้างระบบแห่งความปลอดภัย (Safe System) ที่เป็นหลักประกันให้กับสังคม มากกว่าการสั่งการแบบเดิมๆ โดยไม่เกิดระบบจัดการที่เป็นรูปธรรม สิ่งที่สังคมไทยจะดำเนินการควบคู่กันต้องมีระบบเฝ้าระวัง ระบบกำกับติดตาม และที่สำคัญการทวงถามความรับผิดชอบ และเพื่อไม่ให้คนในสังคมต้องพบกับความสูญเสียเหมือนที่ครอบครัวของคุณหมอกระต่ายอีก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง”

...

1. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาดำเนินการผลักดันให้ความผิดกรณีชนคนเดินบนทางม้าลาย ต้องมีข้อหา “ขับขี่โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยทุกครั้ง” พร้อมทั้งปรับปรุงฐานความผิดที่รุนแรงมากกว่าขับรถโดยประมาท เพิ่มการตรวจจับและบังคับใช้ในกรณีไม่หยุดหรือชะลอรถให้คนเดินข้ามทางม้าลาย และมีระบบกำกับติดตามประเมินผลที่สามารถทราบได้ว่ามีการดำเนินงานจริงในแต่ละพื้นที่หลังจากที่มีการสั่งการไปแล้ว 

2. ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) พิจารณาดำเนินการกำหนดให้เรื่องความปลอดภัยในการข้ามถนน เป็นวาระที่ ศปถ. ในทุกระดับต้องสำรวจและมีแผนดำเนินการ พร้อมทั้งมีการกำกับติดตามความคืบหน้าและติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งรายงานผลให้ ครม. รัฐสภา และสาธารณะ รับทราบอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับรายงานความปลอดภัยทางถนนในด้านอื่นๆ

“ศปถ. เพิ่มการสื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักถึงความเสี่ยง ตลอดจนส่งเสริมให้มีการเฝ้าระวังหรือแชร์ภาพ คลิป กรณีไม่หยุดให้คนเดินข้ามทางม้าลาย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมสังคมอีกทางหนึ่ง และส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องการข้ามถนน โดยเฉพาะการคาดการณ์ความเสี่ยงของผู้ที่กำลังข้ามถนน การดึงสติการไม่ละสายตาดูมือถือ ฯลฯ ตั้งแต่เด็กและเยาวชน รวมทั้งประชาชนทั่วไป”

...

3. การแก้ไขเชิงโครงสร้างถนน โดยให้กระทรวงคมนาคม หน่วยงานท้องถิ่น และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ดูแลถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้ 3.1 ถนนที่มีทางข้ามหลายช่องจราจร ให้มีการจัดการความเร็วของรถที่ขับขี่ โดยเฉพาะในเขตชุมชน จุดข้ามทางม้าลาย ควรใช้ความเร็ว 30-40 กม./ชม. เมื่อมีคนข้าม

3.2 เพิ่มระยะเส้นหยุด หรือมีสัญลักษณ์ให้เด่นชัดสำหรับรถที่ต้องชะลอหรือหยุด เช่น เส้นซิกแซ็ก การทำสัญลักษณ์สี เพื่อให้คนข้ามหรือรถสามารถมองเห็นกันมากขึ้น ของคนข้ามทางม้าลายในแต่ละช่องจราจร

3.3 กรมการขนส่งทางบก กำหนดเรื่องการชะลอและหยุดให้คนข้ามทางม้าลายไว้ในหลักสูตรและการสอบใบขับขี่ รวมทั้งการคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะขึ้นด้วย และข้อคิดสำคัญหนึ่งของกรณีอุบัติเหตุครั้งนี้ คือ การแชร์ถนนให้กับคนเดินเท้า ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางในกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนน และหวังว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงในบ้านเราที่ ‘ทางม้าลายจะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนข้ามถนน’


***ท้ายที่สุดนี้ต้องมารอดูกันว่า แนวทางมาตรการดูแลและป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ จะนำพาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนท้องถนนในประเทศไทยได้หรือไม่

เรียบเรียง : gravity_ki
กราฟิก : Anon Chantanant