***แฟ้มภาพ***
"ผกก.โจ้" แถลงขอความเป็นธรรมต่อศาล อ้างคลุมถุงดำหลายใบจริง แต่ปฏิเสธไม่ได้รัดแน่น จนทำให้ผู้ต้องหาขาดอากาศหายใจ รวมทั้งระบุคลิปวิดีโอถูกตัดต่อ เหตุการณ์ช่วงที่พยายามช่วยชีวิตหายไป มีตำรวจให้การเท็จ ศาลนัดสืบพยานอีกครั้ง 19 ก.พ.นี้
เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง วันนี้มีนัดตรวจพยานหลักฐาน และเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ได้เบิกตัวจำเลย มาศาลฯ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.180/2564 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญาทุจริต 3 เป็นโจทก์ฟ้อง พันตำรวจเอก ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ อดีต ผู้กำกับโจ้ และพวก รวม 7 คน กรณีที่ร่วมกันใช้ถุงดำคลุมศีรษะนายจิระพงศ์ หรือ มาวิน ธนะพัฒน์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต โดยจำเลยถูกฟ้องรวม 4 ข้อหา คือ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ / เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่โดยมิชอบ / ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมาน หรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย และร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้าย
คดีนี้ ศาลฯ สอบคำให้การจำเลยไปเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 โดยครั้งนั้น พันตำรวจเอก ธิติสรรค์ แถลงต่อศาลฯ รับสารภาพทั้งหมด 3 ข้อหา คือ ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ / เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติฯ และรับสารภาพในข้อหา ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่น แต่ปฏิเสธข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทารุณโหดร้าย โดยให้เหตุผลว่า ตัวเองและลูกน้องไม่มีเจตนาฆ่า เเค่ต้องการขยายผลเพื่อจับกุมยาเสพติด และยืนยันไม่มีเจตนากระทำการทุจริตใดๆ ต่อหน้าที่ หรือเรียกรับผลเงินจากผู้เสียชีวิต / ส่วนจำเลยที่เหลือให้การรับและปฏิเสธข้อหาแตกต่างกันไป อ้างว่าทำไปตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ไม่มีเจตนาประสงค์ต่อชีวิต
...
ขณะที่ในวันนี้ เรืออากาศตรี จักรกฤษ จั่นดี และนางจันจิรา ธนะพัฒน์ พ่อแม่ของนายจิระพงศ์ เดินทางมาศาล โดย เรืออากาศตรี จักรกฤษ ยอมรับว่า ยังทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และจะขอยื่นศาลฯ เพื่อให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน หนึ่งล้านห้าแสนบาท กับครอบครัว / ส่วนเรื่องการดำเนินคดีในชั้นศาลทางอัยการ รับทำคดีไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อถึงเวลานัด ศาล สอบจำเลยทั้ง 7 คน เกี่ยวกับข้อเท็จจริงของสำนวนคดีเบื้องต้น โดยย้ำว่า ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนไม่ใช่การชี้ว่าใครถูกหรือผิด แต่กระบวนการนั้นจะอยู่ในการไต่สวนคดีนัดถัดไป
ซึ่งจำเลยทั้ง 7 คน รับว่า เป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่รัฐ มีหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยศาล ยังถามจำเลยทั้งหมดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในวันที่ 4 สิงหาคม 2564 จำเลยทำหน้าที่ชุดตำรวจปราบปรามยาเสพติดและจับ ผู้เสียชีวิตและภรรยาพร้อมไอซ์ มาควบคุมตัวที่ห้องปฏิบัติการพิเศษยาเสพติด สถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ เพื่อสอบสวนขยายผลคดียาเสพติด
โดยปรากฏหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 นำถุงพลาสติกสีดำหลายใบ มาคลุมศีรษะของผู้เสียชีวิต และมีจำเลยที่เหลืออยู่ร่วมในเหตุการณ์ ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยที่ 1 แถลงยอมรับว่านำถุงพลาสติกหลายใบมาคลุมศีรษะจริงแต่ปฏิเสธว่าไม่ได้รัดแน่น หรือมีเจตนาให้เสียชีวิต
ส่วนประเด็นคลิปและภาพจากกล้องวงจรปิดเหตุการณ์ทั้งหมด จำเลยที่ 1 แถลงต่อศาล ขอให้ศาลพิจารณา โดยอ้างว่ามีเหตุการณ์ช่วงที่พยายามช่วยชีวิตถูกตัดหายไป และมีตำรวจบางนายไม่ปรากฏในคลิปเหตุการณ์ที่อยู่ในสำนวนคดีชั้นศาล อีกทั้งมีคำให้การเท็จ ซึ่งในประเด็นนี้ ศาลรับว่าในชั้นไต่สวน สามารถนำพยานหลักฐานมายืนยันในชั้นต่อไปได้
สำหรับกระบวนการนัดตรวจพยานหลักฐาน เมื่อแล้วเสร็จขั้นตอนนี้ ศาลจะนัดวัน เพื่อไต่สวนคดี ซึ่งคาดว่าจะไม่เกินวันที่ 16 มีนาคม 2565
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังศาลนัดตรวจพยานหลักฐาน นายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความของพันตำรวจ เอก ธิติสรรค์ เปิดเผยสั้นๆ ว่า คดีนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลแล้ว ดังนั้น รายละเอียดคงไม่สามารถเปิดเผยได้มากนัก แต่ในส่วนของพยานหลักฐาน เนื่องจากระบบของศาลทุจริตฯ เป็นการพิจารณาแบบแสวงหาพยานหลักฐาน ซึ่งหากศาล ต้องการพยานหลักฐานใดเพิ่มเติมสามารถเรียกเข้ามา ประกอบสำนวนการพิจารณาคดีนี้ได้อยู่แล้ว
โดยศาลนัดไต่สวนพยาน คดีนี้รวม 7 นัด และนัดแรกเริ่มวันที่ 19 กุมภาพันธ์ จากนั้น นัดอีกในวันที่ 20 และ 21 กุมภาพันธ์ แล้วไปนัดอีกครั้งในเดือนมีนาคม ในวันที่ 5 วันที่ 6 วันที่ 12 และวันที่ 13 มีนาคม.