พ่อและน้องสาว ไฮโซแบงค์ เข้าพบตำรวจทองหล่อ ขอความคืบหน้าสาเหตุพี่สาวเสียชีวิต ที่เบื้องต้นตำรวจระบุว่าฆ่าตัวตาย แต่ผ่านไปกว่า 80 วันยังไม่ได้รับแจ้งผลการชันสูตรศพและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ยันยังไม่สงสัยใคร เตรียมร้องศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกเข้าเคลียร์ทรัพย์สิน เนื่องจากพ่อแม่เป็นทายาทร่วมกับสามีผู้ตาย

ที่ สน.ทองหล่อ เวลา 10.00 น. วันที่ 23 พ.ย. 64 นายไตรรัตน์ ณ พัทลุง อายุ 80 ปี น.ส.กิรัติมา ณ พัทลุง อายุ 45 ปี ลูกสาว พร้อมนายเกรียงศักดิ์ อิ่มสมบูรณ์ ทนายความ เข้าพบ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ และพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อขอทราบข้อเท็จจริงสาเหตุการตายของนาง กัลยรัตน์ อัครเดชเดชาชัย อายุ 51 ปี หรือแบงค์ เจ้าของธุรกิจความงามชื่อดัง เสียชีวิตที่บ้านพักซอยสุขุมวิท 23 เมื่อคืนวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สรุปสาเหตุเป็นการ "ฆ่าตัวตาย" โดยครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังติดใจในสาเหตุ ได้ส่งจดหมายถึง ผกก.สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อติดตามความคืบหน้าคดี โดยนำใบมรณบัตรจากสำนักงานเขตวัฒนา มาแสดง ระบุสาเหตุการตาย "สำลักโลหิตจากบาดแผลถูกของมีคมบริเวณลำคอ" มามอบให้เจ้าหน้าที่เป็นหลักฐานด้วย ทั้งนี้ นางกัลยรัตน์เสียชีวิตจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลารวม 80 วัน ยังไม่ได้รับแจ้งผลการชันสูตรพลิกศพและสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง

น.ส.กิรัติมา ณ พัทลุง น้องสาวผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ก่อนเข้าพบเจ้าหน้าที่ว่า หลังจากพี่สาวเสียชีวิต ตำรวจสรุปสาเหตุเบื้องต้นการเสียชีวิตว่าเป็นการ "ฆ่าตัวตาย" ครอบครัว คือ คุณพ่อ คุณแม่ รวมทั้งตนต่างก็ไม่ปักใจเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น เพราะแม้ว่าพี่สาวจะป่วยจริงตามที่เป็นข่าว แต่เพื่อนๆ ที่ใกล้ชิด และคนที่รู้จักพี่สาวดี จะทราบว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พี่สาวมีกำลังใจอย่างสูงในการต่อสู้โรคร้ายมาโดยตลอด เพราะพี่สาวเป็นผู้หญิงนักสู้ เข้มแข็ง มองโลกในแง่บวก ครอบครัวจึงได้เขียนจดหมายส่งถึง สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ร้องขอให้เร่งสอบสวนสาเหตุการตายของพี่แบงค์ และแจ้งให้ครอบครัวได้ทราบเพื่อขจัดข้อข้องใจ แต่ถึงตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อกลับมา

...

น้องสาวผู้ตาย กล่าวอีกว่า ประเด็นคือ คุณพ่อคุณแม่รู้สึกทุกข์ใจ และเสียใจกับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น ซึ่งครอบครัวต้องการรับทราบผลการสอบสวน และรายงานการชันสูตรพลิกศพ เพื่อให้ได้ทราบว่าสาเหตุการเสียชีวิตของพี่แบงค์ที่แท้จริงคืออะไร ปกติแล้วสำนวนการเสียชีวิตลักษณะนี้ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคหนึ่ง รวมถึงต้องดำเนินการสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ สามี บิดา มารดา ญาติ ก่อนสรุปสำนวนสอบสวนนำส่งพนักงานอัยการ แต่จนถึงขณะนี้ พี่แบงค์เสียชีวิตมาร่วม 80 วันแล้ว ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านใดโทรแจ้งคุณพ่อคุณแม่ หรือเรียกเข้าไปให้ปากคำ เราจึงต้องเดินทางมาด้วยตัวเองเพื่อร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตาม และเร่งรัดผลคดีและค้นหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงให้ครอบครัวได้รับทราบและเพื่อไขข้อข้องใจ

"พี่สาวเสียชีวิตในบ้านพัก ครอบครัวตั้งปมสงสัยตั้งแต่แรก แม้ว่าการสรุปสาเหตุการเสียชีวิตเบื้องต้นของตำรวจระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ลักษณะนิสัยของพี่สาวเป็นคนร่าเริง รักตัวเอง ส่วนในข่าวที่ระบุว่าพี่สาวป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้นเป็นความจริง แต่พี่สาวได้รักษาด้วยวิธีการคีโมมาแล้ว 9 ครั้ง เหลืออีก 3 ครั้งจะสิ้นสุดกระบวนการรักษา อีกปมคือบาดแผลของพี่สาว ในใบมรณบัตรระบุว่าเกิดจาก สำลักโลหิตจากบาดแผลถูกของมีคมบริเวณลำคอ ซึ่งตำรวจไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับครอบครัวว่าเกิดจากมีดทำครัวหรือว่าคัตเตอร์ และอีกปมที่สำคัญคือช่วงเวลาการเสียชีวิตเพราะตามข้อมูลรับทราบว่าตำรวจเข้าตรวจที่เกิดเหตุในเวลา 19.30 น. แต่ในใบมรณบัตร ระบุเวลาการเสียชีวิต 20.45 น. ของวันที่ 3 ก.ย. 64" น.ส.กิรัติมากล่าว

ภายหลังทั้ง 3 คน เข้าพบเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 นาที นายเกรียงศักดิ์ ออกมาเปิดเผยว่า ตำรวจได้ชี้แจงสาเหตุการสรุปสำนวนการเสียชีวิตล่าช้าแล้วเนื่องจากผลการพิสูจน์หลักฐานประกอบต่างๆ ผลชันสูตรศพ ผลพิสูจน์หลักฐานการเสียชีวิตอย่างละเอียดยังไม่ส่งถึงพนักงานสอบสวน จึงยังไม่เรียกครอบครัวพ่อแม่ น้องสาว ผู้ตายสอบปากคำ ถ้าได้ผลเป็นทางการแล้ว มีประเด็นสงสัยอะไรถึงจะเรียกมาสอบสวน ซึ่งถ้าสอบสวนพ่อแม่ผู้ตายตอนนี้อาจไม่เกิดประโยชน์ ตามขั้นตอนปกติจะมีการแจ้งผลภายใน 60 วันหลังจากส่งตรวจพิสูจน์แต่สามารถยื่นขอเลื่อนการส่งผลได้รอบละ 30 วัน จึงเป็นเหตุให้ทางตำรวจยังไม่สามารถสรุปสาเหตุการตาย

ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุตำรวจได้เรียกสอบคนที่อาศัยอยู่ในบ้าน ประกอบด้วย นายชวลิต อัครเดชเดชาชัย อายุ 58 ปี สามีผู้ตาย ทำธุรกิจร่วมกับภรรยา ที่พบศพเป็นคนแรก และ น.ส.มังคุด อายุ 20 ปี ชาวเมียนมา แม่บ้าน เรียบร้อยแล้ว ส่วนในห้องน้ำที่เกิดเหตุตำรวจพบทั้งมีดทำครัว และมีดคัตเตอร์ อย่างละเล่ม ส่วนบาดแผลพบที่บริเวณลำคอ 1 แผล ยังพบบาดแผลที่แขนซ้ายอีกด้วย ซึ่งครอบครัวผู้เสียชีวิตพอใจเรื่องความคืบหน้าสำนวนในระดับหนึ่งเท่านั้น

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินและมรดกของผู้เสียชีวิต ต่อจากนี้ครอบครัวผู้เสียชีวิตจะมีการยื่นขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก แม้ว่าผู้ตายจะจดทะเบียนสมรสกับสามีแต่ผู้ตายไม่มีบุตร ทำให้ทายาทลำดับขั้นมีพ่อและแม่ของผู้เสียชีวิตรวมถึงสามีจึงต้องมีการร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งมรดกที่ขนาดนี้ต้องแบ่งออกเป็นสองส่วนคือสินส่วนตัวและสินสมรส คาดว่าจะมีการยื่นขอให้ศาลพิจารณาตั้ง น.ส.กิรัติมา เป็นผู้จัดการมรดก

ขณะที่ น.ส.กิรัติมา น้องสาวผู้เสียชีวิตกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวกับสามีของพี่สาว ไม่มีปัญหาอะไรกัน สามีของพี่สาวตั้งแต่เกิดเหตุยังไม่ค่อยได้มีการพูดคุยมากนักและโดยส่วนตัวจะพบสามีของพี่สาวตามช่วงโอกาสสำคัญของครอบครัวเท่านั้น และทราบว่าในวันเกิดเหตุสามีของพี่สาวเป็นผู้แจ้งคนแรกว่าพบศพพี่สาวเสียชีวิตอยู่ในห้องน้ำแต่ไม่ทราบว่าขณะเกิดเหตุภายในบ้านมีใครอยู่บ้าง ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวน ครอบครัวยังยืนยันว่ายังไม่มีการสงสัยบุคคลใดเป็นพิเศษ โดยจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสอบสวนและพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมด ส่วนมรดกของพี่สาวที่เป็นเจ้าของธุรกิจเสริมความงามคุณพ่อยื่นร้องต่อศาลเพื่อขอตั้งให้ตนเป็นผู้จัดการมรดก แต่ไม่ทราบว่ามรดกของผู้เสียชีวิตมีจำนวนเท่าไร

...

ด้าน พ.ต.อ.โชติ สุวรรณจรัส ผกก.สน.ทองหล่อ เปิดเผยว่าภายหลังจากที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้เข้ามาพูดคุย ก็ทราบและเข้าใจ ซึ่งตามกระบวนการแล้วคือรอผลการตรวจชันสูตร พิสูจน์หลักฐานอย่างละเอียด จากทางแพทย์และกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเวลานี้เจ้าหน้าที่ได้ทำหนังสือเร่งรัดไปแล้ว ส่วนในเรื่องของการสอบปากคำก็ได้สอบไปแล้วส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามต้องรอผลการชันสูตรเป็นหลักก่อน ส่วนเรื่องจดหมายที่ครอบครัวทวงถาม ว่าไม่ได้รับการติดต่อเลยนั้น เบื้องต้นตอนพบศพ เจ้าหน้าที่ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีครอบครัว จึงแจ้งรายละเอียดไปทางสามีของผู้เสียชีวิต จึงไม่ได้แจ้งไปทางครอบครัว (พ่อแม่และน้องสาว)

นางกัลยรัตน์ อัครเดชเดชาชัย อายุ 51 ปี หรือแบงค์ เป็นสาวไฮโซเจ้าของสถาบันความงามชื่อดังมากกว่า 10 สาขา ได้ชื่อว่าอยู่เบื้องหลังความงามของดารา เซเลบริตี้ นักธุรกิจชื่อดังในเมืองไทยหลายคน เป็นพี่สาวที่นับถือของหลากหลายดารา ทั้ง อั้ม-พัชราภา, พีค-ภัทรศยา, โอ๋-ฟูตอง ฯลฯ.