ฝ่ายกฎหมายสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่เข้าพบตำรวจ ผลสรุป "นัท นิสามณี" ไม่เข้าข่ายมาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ขณะที่ กมธ.ศาสนา เดินหน้าเอาผิดเต็มที่ ประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนคดีให้กองปราบปรามจัดการ
กรณีพระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ประธานศูนย์เผยแผ่ธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้นำเอกสารเข้าร้องทุกข์ พร้อมแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงสาวที่แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้าที่พบในโลกโซเชียล โดยได้ยืนหนังสือต่อ พ.ต.อ.ภูวนารถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ โดยมีข้อความเรื่อง แจ้งความดำเนินคดีผู้ดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธศาสนา โดยมีรูปภาพถ่ายเอกสารการดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธเจ้า จำนวน 12 แผ่น การแสดงความคิดเห็นทางสื่อคอมพิวเตอร์ จำนวน 7 แผ่น โดยระบุรายละเอียดด้วยปรากฏมีผู้ไม่หวังดีต่อพระพุทธศาสนา คือ "นัท-นิสามณี เลิศวรพงศ์" หรือ "นัท สะบัดแปรง" ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า ในเทศกาลฮาโลวีน เป็นการลบหลู่เหยียดหยามพระพุทธเจ้า อันเป็นที่เคารพสักการบูชาสูงสุดของชาวพุทธทุกคน มีเจตนาดูหมิ่นเหยียดหยามพระพุทธศาสนาอย่างชัดเจน เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 ผู้ใดแต่งกายหรือใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใดโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนเป็นบุคคลเช่นว่านั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ" ซึ่งในเรื่องนี้ทางตำรวจรับแจ้งความไว้แล้ว และจะมีการรวบรวมพยานหลักฐานและเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ มาหารือกันว่าจะเข้าข่ายความผิดอย่างไรนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงบ่ายวานนี้ (11 พ.ย.64) ทางพนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้เชิญทางฝ่ายกฎหมายของสำนักพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาร่วมหารือในข้อกฎหมายมาตรา 208 กรณีของ "นัท-นิสามณี เลิศวรพงศ์" หรือ "นัท สะบัดแปรง" ยูทูบเบอร์ชื่อดัง แต่งกายเลียนแบบพระพุทธเจ้า จนมีผลสรุปว่า ไม่เข้าข่ายแต่งกายเลียนแบบภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชในศาสนาใด จึงจะได้รวบรวมเสนอต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณา
...
โดยผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง พ.ต.อ.ภูวนารถ ดวงดี ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ ถึงกรณีดังกล่าว จะมีผลสรุปผลออกมาอย่างไร พ.ต.อ.ภูวนารถ เผยว่า ทางตัวแทนสำนักพุทธศาสนาฯ ได้ระบุว่า ในเรื่องนี้ไม่เข้าข่ายหรือองค์ประกอบความผิดใดๆ เพราะไม่ได้มีการใช้เครื่องแต่งกายของพระสงฆ์ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความเหมาะสม แต่ผิดข้อกฎหมายไม่น่าจะผิดตามที่สำนักพุทธฯ บอกมา แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของตำรวจจะต้องมีการแถลงต่อทางผู้บังคับบัญชาว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร
อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (11 พ.ย.64) ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการประชุม โดยได้มีการเชิญตัวแทนสำนักพุทธศาสนา มีกระทรวงวัฒนธรรม, กรมการศาสนา, กสทช., กระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาร่วมกันหารือในเรื่องนี้ด้วย
ภายหลังหลังการประชุมทางผู้สื่อข่าวได้ถามนายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นผู้นำเรื่องนี้เข้าสู่การประชุม ได้เผยว่า ในเรื่องนี้ทราบว่าทางสำนักพุทธศาสนาฯ ชี้ออกมาว่าไม่เข้าข่ายความผิด ในเรื่องนี้ทางกรรมาธิการศาสนาฯ ได้นำเรื่องนี้ประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้โอนเรื่องคดีนี้ให้ทางตำรวจกองปราบฯ ทุกเรื่อง ไม่ต้องสนใจว่าจะเข้าไม่เข้าในเรื่องกระทำความผิด ซึ่งเท่าที่ทราบว่ามีการแจ้งความทั่วประเทศ มีอยู่หลายเรื่อง เรื่องที่ 1 เกี่ยวกับมาตรา 208 ให้สำนักพุทธฯ ไปแจ้งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเอาความผิดแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ เรื่องที่ 2 ประชาชนทั่วไป หรือองค์กรใดที่แจ้งความ ทางกรรมาธิการศาสนาฯ มีมติส่งหนังสือไปถึง ผบ.ตร.ขอให้ย้ายหรือโอนคดีทั้งหมดไปที่กองปราบฯจัดการ เรื่องที่ 3 ก็คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ให้ดำเนินการแจ้งความใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ผิด มาตรา 14(1) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(1) ระบุว่า “ผู้ใด .... (1) นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน”
มาตรา 14 (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ไม่เกิน 5 ปี ไม่เกิน 100,000 บาท และมาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือรู้เห็นเป็นใจให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14
นายเพชรวรรต เผยอีกว่า เรื่องนี้จะเข้าข่ายหรือไม่ ไม่ใช่อยู่ที่ทางตำรวจ ตำรวจมีหน้าที่ส่งให้อัยการ ในเรื่องนี้ตนได้เข้าร่วมประชุมและเป็นผู้หนึ่งที่ได้วินิจฉัยในเรื่องนี้เอง