สาวป่วยลาออกงานกลับบ้านรักษาตัว ถูกแก๊งชั่วหลอกโอนเงิน หมด 1.2 แสน

ข่าว

    สาวป่วยลาออกงานกลับบ้านรักษาตัว ถูกแก๊งชั่วหลอกโอนเงิน หมด 1.2 แสน

    ไทยรัฐออนไลน์

    23 ต.ค. 2564 19:51 น.


    สาวชาวพิษณุโลก ลาออกจากงาน หวังนำเงินเก็บมารักษาโรคประจำตัว กลับถูกแก๊งมิจฉาชีพสวมรอยเป็นพนักงานบริษัทขนส่ง และตำรวจระดับผู้กำกับการ ข่มขู่อ้างส่งของผิดกฎหมายและฟอกเงิน หลอกโอนเงินสูญไปกว่า 1.2 แสน ฝากถึงผู้เสียหายที่โดนแบบเดียวกันรวมตัวแจ้งความเป็นคดีพิเศษ ตามลากคอแก๊งชั่ว

    วันที่ 23 ต.ค. นางสาวน้ำ (สงวนชื่อจริงและนามสกุล) ชาวจังหวัดพิษณุโลก ร้องต่อสื่อมวลชน หลังเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพิษณุโลกแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าทางคดี ระบุว่า เริ่มจากมีโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทขนส่งชื่อดัง โทร.มาแจ้งว่าพัสดุที่นำส่งไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน นำส่งไม่สำเร็จเนื่องจากเป็นของผิดกฎหมาย ซึ่งระบุชื่อผู้ส่ง คือ นางสาวน้ำ โดยตอนนี้พัสดุติดอยู่ที่ศุลกากรเชียงใหม่ ซึ่งนางสาวน้ำก็ยืนยันว่ามีความผิดพลาดแน่ เพราะตนเองไม่เคยส่งพัสดุไปกรุงปักกิ่งแต่อย่างใด ชายที่โทรศัพท์มาจึงบอกว่าเป็นไปได้ว่าคุณถูกโจรกรรมข้อมูลไปสวมชื่อส่งของผิดกฎหมาย ให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีผู้โดนลักษณะดังกล่าวนี้เยอะมาก พร้อมอาสาประสานงานให้

    จากนั้นชายที่อ้างตัวเป็นบริษัทขนส่ง จึงโอนสายให้คุยกับตำรวจคนที่ 1 เป็นผู้หญิง อ้างตนเองว่า ชื่อ “สุญาดา เอี่ยมนภา” ซักประวัตินางสาวน้ำเกือบ 1 ชั่วโมง โดยมีคำสั่งให้ผู้เสียหายเดินทางไปที่ สภ.ช้างเผือก จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุภายใน 2 วัน เพื่อจัดการเรื่องคดี ซึ่งผู้เสียหายก็แจ้งกับมิจฉาชีพดังกล่าวว่าไม่สามารถไปได้ เพราะพักอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก และยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด มิจฉาชีพจึงแจ้งต่อว่าสามารถบันทึกให้ปากคำทางออนไลน์ได้ โดยจะต้องอยู่ในพื้นที่เงียบๆ และไม่มีบุคคลที่สาม ซึ่งผู้เสียหายก็เริ่มเอะใจแล้ว แต่ก็คิดว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 นี้ วิธีการดังกล่าวอาจจะทำได้จริง จากนั้นมิจจาชีพก็เริ่มซักประวัติผู้เสียหายว่า มีเส้นทางการเงินมาจากที่ใด ครอบครัวประกอบอาชีพอะไร มีบัญชีธนาคารกี่บัญชี ซึ่งตลอดเวลาที่ซักข้อมูล ผู้เสียหายรู้สึกว่ามิจฉาชีพมีการใช้วิธีการทางจิตวิทยา ข่มขู่ตลอดเวลาให้รู้สึกกลัวและกังวล เช่น “บอกหมดแน่นะ มีอะไรปกปิดอีกไหม จะมีผลต่อรูปคดีนะ”

    เมื่อสอบปากคำเสร็จมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นตำรวจหญิง แจ้งว่าจะโอนสายต่อไปยังเบื้องบน จากนั้น ผู้เสียหายก็ได้พูดคุยกับชาย ที่อ้างตัวเป็นผู้กำกับการ สภ.ช้างเผือก ซึ่งข่มขู่ผู้เสียหายว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลสอบปากคำแล้ว พบว่าเกี่ยวพันกับคดีฟอกเงินครั้งใหญ่ และถ้าบริสุทธิ์ใจจริงต้องยอมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เข้าไปตรวจเส้นทางการเงิน โดยจะมีจดหมายจาก ปปง. นำส่งไปให้ที่บ้าน พร้อมให้โอนเงินในบัญชีทั้งหมด เข้าสู่บัญชีกลางของ ปปง. โดยใช้เวลาตรวจสอบ 1-2 ชั่วโมง และข่มขู่อีกว่า คดีนี้เป็นคดีใหญ่ ที่ตำรวจตามสืบกันอยู่ ห้ามผู้เสียหายเล่าให้ใครฟัง 7 วัน แม้แต่คนในครอบครัว จากนั้นมิจฉาชีพก็ส่งหมายเลขบัญชีมาให้ผู้เสียหาย จึงโอนเงินเก็บที่มีทั้งหมดไปให้ 120,000 บาท

    ผู้เสียหาย เล่าว่า เริ่มรู้สึกผิดสังเกต เพราะบัญชีปลายทางที่ให้โอนชื่อเป็นบุคคลธรรมดา แต่ก็ไม่รู้ว่าถูกจิตวิทยาอะไรทำให้ยอมโอนเงินไป ก่อนที่ชายที่อ้างตัวเป็นผู้กำกับ จะแจ้งว่าระหว่างที่ตรวจสอบข้อมูลไม่ต้องวางสาย จะได้รู้ว่าแอบไปคุยกับบุคคลที่สามหรือไม่ เพื่อความโปร่งใส จนกระบวนการเสร็จสิ้น กระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง ผู้เสียหายเริ่มได้สติและรู้สึกตัวว่าโดนหลอก จึงรีบโทร.ไปที่ สภ.ช้างเผือก ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่มิจฉาชีพใช้อ้างตัว พร้อมเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่ฟัง พนักงานสอบสวน สภ.ช้างเผือก จึงได้แนะนำให้ผู้เสียหายไปแจ้งความที่ สภ.พิษณุโลก และพบว่ามีผู้เสียหายที่โดนลักษณะเดียวกันอีก 1 คน เป็นเคส สภ.ช้างเผือก จ.เชียงใหม่ เหมือนกันเลย พนักงานสอบสวน สภ.พิษณุโลก จึงออกใบอายัดบัญชีของมิจฉาชีพ และให้รีบไปยื่นที่ธนาคารของผู้เสียหาย

    อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายกังวลว่ากว่าที่จะไปยื่นเรื่องต่อธนาคาร มิจฉาชีพน่าจะถอนเงินของกลางออกไปแล้ว จึงอยากร้องเรียนต่อสื่อมวลชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งรีบติดตามนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ พร้อมเชิญชวนใครที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงในลักษณะดังกล่าวมารวมกลุ่มกันเพื่อแจ้งความ เนื่องจากคดีการฉ้อโกงหลอกลวงมีอายุความสั้น แต่หากมีผู้เสียหายรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก มีมูลค่าความเสียหายเยอะ ก็จะกลายเป็นอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความได้ หรือเพื่อหวังให้คดีในลักษณะนี้ ได้เป็นคดีพิเศษของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ต่อไป

    สำหรับผู้เสียหายรายนี้เพิ่งลาออกจากงานประจำที่รายได้ดีที่กรุงเทพฯ เนื่องจากมีอาการป่วยที่ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา จึงลาออกเพื่อกลับมาฟื้นฟูร่างกายที่บ้านเกิด แต่กลับถูกหลอก เงินที่โอนไปให้แก๊งมิจฉาชีพ ซึ่งเงินทั้งหมดก็เป็นเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง หวังจะเอาไว้ใช้รักษาโรคประจำตัว ทางครอบครัวเองก็ยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น และในสถานการณ์โควิด-19 ก็ยังไม่สามารถหางานได้ จนมาถูกหลอกลวงในครั้งนี้ จึงต้องการฝากเอาไว้เป็นอุทาหรณ์ จะได้ช่วยกันระวัง ไม่ให้มีใครต้องตกเป็นเหยื่ออีก

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      หลอกโอนเงินหลอกโอนเงินออนไลน์แก๊งมิจฉาชีพแก๊งหลอกโอนเงินข่าวอาชญากรรมข่าวทั่วไป

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันพฤหัสที่ 2 ธันวาคม 2564 เวลา 07:18 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์