"บิ๊กรอย-บิ๊กโจ๊ก" โชว์ผลงาน ศพดส.ตร. ทลายเครือข่ายค้ามนุษย์ข้ามชาติ บังคับคนไทยทำงานผิดกฎหมายในกัมพูชา บังคับให้เป็นคอลเซ็นเตอร์ โรแมนซ์สแกม เพื่อโทรหลอกคนไทย ส่วนอีกคดีเป็นเครือข่ายค้ามนุษย์ในมาเลเซีย พบมีเหยื่อ 15-20 ราย เตรียมสอบเส้นทางการเงินและยึดทรัพย์ พร้อมตรวจสอบเชื่อมโยงแก๊งค้ามนุษย์อดีตบิ๊กทหารในไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ต.ค.64 ที่ สน.ทุ่งสองห้อง พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศพดส.ตร.), พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรอง ผอ.ศพดส.ตร. พร้อม NGO พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ แถลงการจับกุมผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์ 2 คดี
คดีแรกเจ้าหน้าที่สามารถจับกุม น.ส.อุบลรัตน์ พุฒไพรสกุล อายุ 22 ปี และ น.ส.เทียนฟ่ง แซ่หลี่ สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหามีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันค้ามนุษย์, ร่วมกันหางานให้คนทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนโดยสามารถจับกุมได้ที่ อ.ฝาง และ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 ต.ค 64 ที่ผ่านมา ก่อนนำตัวส่งให้พนักงานสอบสวน ปคม. ดำเนินคดี
...
พล.ต.อ.รอย กล่าวว่า การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ได้มีแรงงานไทยที่ถูกหลอกไปทำงานในเมืองพระสีหนุ ประเทศกัมพูชา ได้ร้องขอความช่วยเหลือกับสื่อมวลชน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมร้องขอให้ทางการไทยช่วยเหลือรับตัวกลับประเทศ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้สั่งการให้ดำเนินการช่วยเหลือเหยื่อ พร้อมทั้งให้ดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในที่สุด ศพดส.ตร. ได้รวบรวมพยานหลักฐาน สามารถออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการได้ 10 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 4 ราย กัมพูชา 4 ราย และคนไทย 2 ราย
สำหรับพฤติการณ์ของผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 2 ราย จะหน้าหน้าที่ในการหาเหยื่อ ชักชวน ประสานการเดินทาง โดยจะมีการโพสต์รับสมัครงาน หาคนไปทำงานต่างประเทศโดยเน้นไปที่เหยื่อที่สามารถพูดได้หลายภาษา อ้างว่าจะให้ไปทำงานร้านอาหาร หรือธุรกิจ ต่างๆ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะประสานทำหนังสือเดินทางจนไปถึงประเทศปลายทางทางขบวนการค้ามนุษย์จะทำการบังคับ ขู่เข็ญ กักขัง ให้เหยื่อเป็นคอลเซ็นเตอร์ โรแมนซ์สแกม เพื่อโทรศัพท์กลับมาหลอกลวงคนไทย โดยอ้างว่าเหยื่อติดหนี้ที่ใช้ในการดำเนินการและการเดินทาง กระทั่งเหยื่อทนไม่ได้อาศัยหาช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือจากสื่อสังคมออนไลน์ จนได้รับการช่วยเหลือในที่สุด
"ในเบื้องต้นพบมีเหยื่อทั้งหมด 15-20 ราย บางรายถูกกักขัง 4-5 เดือน ตอนที่เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือพบว่าเหยื่อน่าสงสารมาก เพราะความเป็นอยู่ลำบาก และค่อนข้างแออัด ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะติดตาม ประสานติดตามตัวผู้ต้องหาอีก 8 รายมาดำเนินคดี นอกจากนี้จะทำการประสาน ปปง.เรื่องของการยึดทรัพย์สิน และเส้นทางการเงินอีกด้วย" พล.ต.อ.รอย กล่าว
ด้าน พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงคดีที่ 2 ว่า เจ้าหน้าที่ ศพดส.ตร. สามารถสืบสวนและจับกุม นายเจ๊ะปา ลาปีดี อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาลักลอบแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในประเทศมาเลเซีย และหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้าที่ทางการมาเลเซียได้ทำการสืบสวนขบวนการค้ามนุษย์ในประเทศทราบว่าให้ขบวนการมีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง สามารถออกหมายจับผู้ต้องหาคนไทย 9 ราย ภายหลังทราบว่าผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย ได้เดินทางหลบหนีกลับเข้าประเทศไทย จึงได้ร้องขอให้ทางการไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพื่อนำตัวไปดำเนินคดีที่ประเทศมาเลเซีย
...
ทั้งนี้ผู้ต้องหารายดังกล่าวได้กระทำความผิดตั้งแต่ปี 2558 และถูกศาลของ ประเทศมาเลเซีย ออกหมายจับในปี 2559 ซึ่งนายเจ๊ะปา ถือเป็นผู้ต้องหารายสำคัญ และอาจจะเป็นหัวหน้าในขบวนการฝั่งไทยที่ทำหน้าที่ในการประสานงานทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง นอกจากนี้ยังพบว่า มีความเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนย้ายแรงงานชาวโรฮีนจา มาควบคุมไว้ที่ที่พักชั่วคราวในเขตวังเกลียน รัฐเปอร์ลิส ซึ่งระหว่างที่แรงงานถูกขัง ทารุณกรรม โดยการเฆี่ยนตี ถึงแก่ความตาย โดยก่อนหน้านี้ทางการมาเลเซียตรวจพบหลุมศพกว่า 30 หลุม ใกล้บริเวณที่พักผิดกฎหมายอีกด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ต้องหารายนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์ของ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก หรือไม่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ยอมรับว่าคดีมีความคล้ายคลึงกัน และพื้นที่เกิดเหตุค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ในรายละเอียดต้องสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ร่วมขบวนการทางเจ้าหน้าที่จะติดตามตัวมาดำเนินคดี จึงอยากให้เข้ามามอบตัวจะเป็นการดีกว่า ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น.