มูลนิธิกระจกเงา พบตำรวจแม่แตง เพื่อตามความคืบหน้าคดีน้องจีน่า ระบุทำเรื่องเด็กหายมานับ 10 ปี ยังไม่เคยเจอแบบนี้ หวังเก็บเป็นเคสศึกษา โดยเชื่อร่วมก่อเหตุหลายคนถูกกดดันหนักจนนำเด็กมาคืน

ช่วงสายวันนี้ (9 กันยายน 64) นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา พร้อมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิ เดินทางไปยัง สภ.แม่แตง เชียงใหม่ เพื่อเข้าพบกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อประสานงานกับ พ.ต.อ.ณฐภณ แก้วกำเนิด ผกก.สภ.แม่แตงเชียงใหม่ และทีมพนักงานสอบสวน เพื่อติดตามความคืบหน้าในคดีลักพาตัวน้องจีน่า

นายเอกลักษณ์ กล่าวว่า การเข้าพบ ผกก.แม่แตง ในเช้าวันนี้ สืบเนื่องจากเหตุสงสัยของประชาชนที่ติดตามข่าว ว่าเด็กหายไปได้อย่างไร และการพบตัวน้องจีน่า มีลักษณะข้อสงสัยว่าอาจมีข้อเท็จจริงอย่างอื่นที่ยังไม่ปรากฏ รวมทั้งข่าวที่ออกมาเป็นลักษณะการค้ามนุษย์เอาไปขายต่อ ซึ่งความเป็นจริงจากการทำงานเรื่องเด็กหายมากว่า 10 ปี ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เอาเด็กไปขายในลักษณะแบบนี้ ดังนั้นการมาหาข้อเท็จจริง ก็เพื่อเป็นการมาเอาองค์ความรู้ไปใช้ในอนาคตสำหรับการป้องปรามหรือติดตามเด็กหาย อีกทั้งผู้ต้องสงสัยเองส่วนหนึ่งต้องให้ความเป็นธรรมด้วย ว่าข้อเท็จจริงตามที่สื่อมวลชนเสนอไปนั้นจริงหรือไม่ หรือมีผู้อื่นร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่

...

หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จุดที่พบเด็กเป็นไปได้ยากที่เด็กวัย 1 ขวบ 11 เดือน จะใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองตามลำพัง เป็นเวลา 2 วัน 18 ชั่วโมง เป็นเรื่องที่ต้องขยายผลต่อไปและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และมาดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร ส่วนกรณีที่หน่วยกู้ภัยไปพบเด็กบริเวณเพิงพัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยไปตรวจสอบแล้วแต่ไม่พบนั้น ลักษณะของเพิงพักอยู่บนเขาสูงชัน เป็นการยากมากที่เด็กในวัยนี้ จะเดินมาด้วยตัวเอง รวมทั้งสภาพพื้นที่โดยรอบบริเวณนั้นเป็นพื้นที่สูงชันทั้งหมด แม้กระทั่งคนจากพื้นที่อื่นที่ไม่เคยเดินในพื้นที่สูงชันมาก่อน ก็เป็นการยากมากที่จะอุ้มเด็กขึ้นมาได้

นายเอกลักษณ์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นก็เป็นข้อสังเกตได้ว่าบริเวณจุดที่พบเด็ก ไม่มีคนนอกผ่านเข้าออกบริเวณด้านหลังหมู่บ้าน และไม่ใช่พื้นที่ถนนสาธารณะ เป็นเส้นทางธรรมชาติ และเข้าออกได้เฉพาะกลุ่มเฉพาะพื้นที่เท่านั้น ดังนั้นต้องมาพิจารณาว่าใครที่มีศักยภาพ สามารถนำเด็กไปไว้ในจุดนั้นได้.