คดีอาม่าฮวย ฟ้องลูกสาว “ลักทรัพย์” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง หลังศาลมีคำพิพากษาในสำนวนแรก “ลักทรัพย์จากบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์” ที่มีจำนวนความเสียหาย 24.7 ล้านบาท เป็นคดีที่ อาม่าฮวย ยื่นฟ้องเอง โดยศาลพิพากษาให้จำเลยมีความคิด จำคุกเป็นวลา 12 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ส.ค. หลังมีคำพิพากษา นางมาวดี ศรีวิรัตน์ ลูกสาวอาม่าฮวย จำเลยในคดีนี้ พร้อมด้วย นายกฤษฎา อินทามระ ทนายความ เข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท.ขอคำแนะนำปรึกษาข้อกฎหมาย เพื่อดำเนินการเอาผิดสื่อมวลชนหลายสำนักที่นำเสนอข่าวในทำนองว่า นางมาวดี ศรีวิรัตน์ ลักทรัพย์ไป 250 ล้านบาท และศาลได้ตัดสินจำคุก 12 ปี โดยไม่รอลงอาญา การนำเสนอไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยคดีนี้เป็นการลักทรัพย์จากธนาคารหนึ่ง ไม่ถึง 250 ล้านบาท แต่เป็นเพียง 24 ล้านบาทเท่านั้น อีกทั้งคดีนี้นางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 82 ปี ใช้สิทธิ์ในการฟ้องร้องเอง ไม่ได้ไปแจ้งความและให้อัยการเป็นโจทก์ ทำให้กระบวนการในการสืบพยานและตัดสินนั้นรวดเร็วกว่า

ส่วนคดีที่เป็นกรณีพิพาทจำนวนเงิน 250 ล้านบาท มาจากอีกธนาคารหนึ่ง ซึ่งคดีนั้นพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างการสืบพยานจำเลย เป็นเงินคนละส่วนกับในคดีที่ศาลพิพากษาไป

“การที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวในลักษณะอย่างนี้ ย่อมทำให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าลูกคนนี้ลักทรัพย์ไป 250 ล้านบาท โดยคดียังอยู่ในขั้นตอนของการสืบพยานจำเลยและคดียังไม่ถึงที่สุด ซึ่งการที่ข่าวออกไปว่า ถูกจำคุก 12 ปีจึงไม่เป็นความจริง ทำให้ต้องออกมาชี้แจง ต่อสื่อมวลชน ให้ช่วยแก้ข่าว แต่ก็น้อมรับคำตัดสินของศาลและจะยื่นอุทธรณ์ต่อไป มั่นใจในพยานหลักฐาน”

...

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร มีใครเกี่ยวข้องบ้าง

"อาม่าฮวย" นางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 82 ปี เจ้าของเงิน โจทก์ ผู้ฟ้องคดี

อาม่าฮวย ประกอบกิจการผลิตโครงแอร์คอมเพรสเซอร์ เลี้ยงดูลูกชายและลูกสาว รวม 3 คน แต่ลูกชายคนสุดท้องเสียชีวิตไปแล้ว อาม่าฮวยเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง นำเงินไปฝากไว้ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนศรีนครินทร์ กม.9 ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขุมวิท 101 และยังกระจายฝากในธนาคารอื่นๆ 

"อาม่าฮวย" นางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 82 ปี

ปี 2556 อาม่าฮวย ล้มป่วยต้องเข้าไปรักษาตัวโรงพยาบาล ด้วยโรคหัวใจตีบและกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยแพทย์ได้ทำการเจาะคอ นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล เมื่อแพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ลูกสาวของอาม่าได้พาอาม่าไปอยู่อาศัยด้วย (เดิมที อาม่าอยู่กับลูกชายคนโต)

ปี 2559 อาม่าเขียนใส่กระดาษระบายความในใจว่า “ไม่มีความสุข อยากกลับบ้าน” เมื่อลูกชายคนโตทราบข่าว จึงรีบเดินทางไปรับอาม่าทันที และพาอาม่าไปรักษาตัว จนอาม่าอาการดีขึ้น จากนั้น อาม่าได้กลับไปตรวจดูตู้นิรภัย ซึ่งเอาไว้เก็บสมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร และกองทุนบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนาคาร ได้พบว่า จำนวนเงินในบัญชีได้หายไปรวมกว่า 250 ล้านบาท!!! อาม่าฮวย ตกใจ รีบเดินทางไปที่ธนาคารทันที เพื่อสอบถามพนักงานแบงก์ แต่อาม่าฮวยรู้สึกแปลกใจว่า ทำไมพนักงานถึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือ

ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา อาม่าฮวยและลูกชาย ได้ทราบว่า เงินในบัญชีกว่า 250 ล้าน ถูกโอนออกไปจำนวนหลายร้อยครั้ง จนหมดบัญชี โดยการพิมพ์ลายนิ้วมือขณะที่อาม่านอนป่วยอยู่..

19 พ.ย.62 ธนาคารกสิกรไทย ได้ออกแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อปี 2557 และพนักงานดำเนินการไปตามความประสงค์ลูกค้าผ่านทางญาติสนิท โดยไม่มีเจตนาทุจริต ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง โดยธนาคารพร้อมให้ข้อเท็จจริงและนำเสนอพยานหลักฐานต่อศาล และยินดีปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรม

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายกระดูกเหล็ก-ทนายความโจทก์

ปี 2562 อาม่าฮวย และหลานสาว ได้ขอความช่วยเหลือจากทนายชื่อดัง อนันต์ชัย ไชยเดช โดยอาม่าระบุว่า ถูกลูกสาวแท้ๆ ร่วมมือกับพนักงานแบงก์อีก 4 คน แอบโอนเงินในบัญชีออกไป ตอนที่อาม่าล้มป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

อาม่าฮวย ทนายอนันต์ชัย และหลานสาว
อาม่าฮวย ทนายอนันต์ชัย และหลานสาว

...

9 ธ.ค. 62 ที่โรงงานภายในซอยเฉลิมพระเกียรติ ร.9 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ กรุงเทพฯ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ พร้อม นางฮวย นายมานพ ลูกชาย น.ส.มินตรา หรือใบเตย ศรีวิรัตน์ หลานสาว และครอบครัวร่วมกันชี้แจงแสดงหลักฐานสำคัญ ในคดีการฟ้องร้อง นางมาวดี ศรีวิรัตน์ บุตรสาวคนที่สอง กรณีเปลี่ยนแปลงสิทธิ์การเบิกถอนเงินในบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยอาม่าฮวย ได้ยกมือขึ้นเพื่อยืนยันว่าการฟ้องร้องคดีความกับนางมาวดี ลูกสาว ทั้งหมดนี้ เป็นความประสงค์ของอาม่าเอง ไม่มีคนในครอบครัวชักจูง..


นางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 53 ปีลูกสาวอาม่าฮวย-ผู้ถูกกล่าวหา จำเลย ผู้ถูกฟ้อง

ก่อนหน้านั้น วันที่ 20 พ.ย. 62 นางมาวดี ศรีวิรัตน์ อายุ 53 ปี ลูกสาวของอาม่า ซึ่งทำธุรกิจมีรีสอร์ตอยู่ที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เปิดใจกับ ทีมข่าวไทยรัฐทีวี ทั้งน้ำตาว่า ไม่เคยโกงเงินอาม่า ไม่เคยแม้แต่จะคิด ยิ่งเห็นหลานๆ และทนายพาอาม่าออกมาแบบนี้ ก็รู้สึกเสียใจมาก

นางมาวดี ศรีวิรัตน์ ลูกสาวอาม่าฮวย
นางมาวดี ศรีวิรัตน์ ลูกสาวอาม่าฮวย

...

ที่ผ่านมาอยู่กับแม่ตลอด ดูแลใกล้ชิดตอนป่วย จะไปไหนก็ต้องรีบกลับ พอแม่ย้ายไปอยู่กับครอบครัวพี่ชายก็เริ่มเกิดความวุ่นวาย เข้ามายุ่งเรื่องเงินของครอบครัว เพราะคิดว่าเราได้เงินมากกว่า ทั้งๆ ที่ มรดก ก็แบ่งกันชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้มีมือที่ 3 ที่ทำให้อาม่า รับข้อมูลที่ผิดเพี้ยน 

นางมาวดี ยังกล่าวด้วยว่า ช่วงหลังที่อาม่าไปอยู่กับครอบครัวพี่ชาย ตนไปเยี่ยมก็ถูกกีดกัน ล่าสุดปีที่ผ่านมาจะไปบอกอาม่าว่า ลูกตนจะแต่งงาน แต่กลับไม่ให้พบ ปิดประตูโรงงานไม่ให้เข้า เรื่องที่กล่าวหาว่า ไปเบิกเงินของอาม่าเกือบ 300 ล้านบาท จริงๆ แล้ว อาม่า ไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้น ช่วงปี 2556 ที่อาม่าป่วย มีเงินในบัญชีประมาณ 100 กว่าล้าน ซึ่งตอนนั้นอากงก็ยังมีชีวิตอยู่ พออาม่าป่วยตนก็ดูแล ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนมาก ต้องใช้บัตรเครดิตของตัวเอง จ่ายไปกว่า 300,000 บาท จนวงเงินในบัตรเต็ม จึงบอกอาม่าว่า ไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ต้องใช้เงินจากบัญชีอาม่ามาจ่าย ซึ่งก็เป็นเงินของโรงงานที่ตนดูแลอยู่ด้วย

"ระหว่างนั้น อาม่า เริ่มเซ็นชื่อไม่สะดวก จึงปรึกษาอาม่า แพทย์ และธนาคาร ก่อนจะมีการเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกถอนเงินเป็นการพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งตอนนั้นอาม่า ก็มีสติครบถ้วน และยินยอมให้ดำเนินการ รวมทั้งการสั่งจ่ายเช็คค่าใช้จ่ายของทางโรงงาน เงินเดือนพนักงาน ซึ่งทั้งหมด อาม่าจะเป็นคนสั่ง เราก็แค่รับคำสั่งมา" 

...

อย่างไรก็ตาม นางมาวดี บอกว่า แม้จะมีการฟ้องร้องกัน แต่ในเรื่องความสัมพันธ์ ยังห่วงแม่ อยากจะรับแม่มาอยู่ด้วย เพราะที่ผ่านมา ดูแลกันมาตลอด ไม่รู้ว่าการไปอยู่แบบนั้นจะมีความเครียดหรือไม่

นั่นคือเหตุการณ์ในช่วงปี 2562 ต่อเนื่องปี 2563  ซึ่งมีการแจ้งความ แจ้งข้อกล่าวหา ฟ้องคดี จนล่วงเข้าปี 2564 ศาลได้นัดพิพากษาคดีแรก เป็นคดีที่อาม่าฮวย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง กระบวนการพิจารณาจึงทำได้รวดเร็วกว่า เพราะไม่ต้องผ่านพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ..  

วันที่ 17 ส.ค. 2564 ที่ศาลอาญาพระโขนง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีที่นางฮวย ศรีวิรัตน์ อายุ 82 ปี ยื่นฟ้องนางมาวดี บุตรสาว มูลค่าความเสียหาย 24.7 ล้านบาท เห็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุก 12 ปี โดยไม่รอลงอาญา 

วันที่ 19 ส.ค. นางมาวดี จำเลย ได้กล่าวขณะเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท.เพื่อขอคำปรึกษา กรณีสื่อมวลชนเสนอข่าวบิดเบือนว่า ส่วนตัวไม่มีอะไรจะพูดกับสื่อ แต่จะบอกว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในครอบครัว คนนอกไม่ได้รู้กับเราว่าครอบครัวเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผู้รับมอบอำนาจที่มาฟ้องในคดีนี้ เป็นคนที่เคยทำงานร่วมกันมา ส่วนตัวไม่ทราบว่าเขามีอะไรถึงได้มาฟ้องเรา พูดได้แค่ว่าเราคนในครอบครัวไม่มีใครมารู้หรอกว่า ครอบครัวเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง

"ครอบครัวเรามีกันเพียงสองคนพี่น้อง ซึ่งเรื่องนี้หากตกลงกันได้ทุกอย่างมันก็จะจบ แต่นี่ไม่ตกลงไม่คุยกันเลย อยู่ดีๆ ก็มาฟ้องแบบนี้มันไม่ถูกต้อง"

เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แน่นอนว่าถึงเวลานี้คงไม่สามารถปรองดองกันได้ด้วยดี และยังมีคดีใหญ่มูลค่าความเสียหาย 250 ล้านบาทรออยู่ ซึ่งจะต้องมี ฝ่ายหนึ่ง "แพ้" และอีกฝ่าย "ชนะ" แต่ตราบใดที่ระฆังหมดยกสุดท้ายยังไม่ดังขึ้น ผู้ชมอย่างเราก็คงทำได้ แค่เฝ้าดู..