ศาลยกฟ้อง อ.วรเจตน์ ในคดีที่อัยการยื่นฟ้อง ฐานขัดคำสั่ง คสช. กรณีไม่ไปรายงานตัว หลังก่อนหน้าจำเลยยื่นศาล รธน.วินิจฉัยคำสั่ง คสช. และมีคำวินิจฉัยว่าคำสั่ง คสช.ขัดแย้งกับ รธน.มาตรา 427 และ 29

ที่ศาลแขวงดุสิต วันที่ 8 มิถุนายน 2564 ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลยฐานขัดคำสั่ง คสช.ที่ 5/2 2557 และ 29/2 557 41/2 557 ซึ่งเป็นคดีมีโทษทางอาญา และโอนคดีมาจากศาลทหารกรุงเทพฯ หลังจากที่คณะ คสช.สิ้นสุดบทบาทลง โดยคดีนี้นายวรเจตน์ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงดุสิตให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามมาตรา 212 ว่า กฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 5 26 และ 29 เพราะคำสั่งของคสชเป็นการกำหนดโทษของผู้ไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง หลังจากที่การกระทำได้ผ่านไปแล้วจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยมาแล้วว่า คำสั่งของคณะ คสช.มีลักษณะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 427 และ 29 เพราะมีลักษณะเป็นการใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลัง และเป็นการใช้กฎหมายโดยเฉพาะเจาะจงกับบุคคลหนึ่งบุคคลใดดังนั้นกฎหมายที่ใช้กับคดีของผู้ร้องคือในประเทศจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญดังกล่าว

...

นายวรเจตน์ กล่าวว่า คดีนี้ตนมายื่นคำร้องหน้าศาลรัฐธรรมนูญในช่วงท้ายๆ คดีของการสืบพยานที่ศาลแขวงดุสิต ตนได้ยื่นคำร้องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ว่าประกาศของคสชขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ตามช่องทางมาตรา 212 เพราะถ้าตนไปยื่นเร็ว ก็ต้องไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีความพยายามที่นำคดีเข้าสู่การวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นคล้ายๆ กันตลอดมา ซึ่งแนวเดิมยังไม่เคยมีการตรวจสอบคำสั่งต่างๆ ของ คสช.เลยเพราะศาลธรรมนูญชุดก่อนๆ จะบอกว่าคำสั่งของ คสช.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีการรับรองไว้แล้ว หรือมีการรับรองความชอบของคำสั่งนั้นๆ ไว้แล้ว

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า แต่ครั้งหลังนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตรวจสอบคำสั่งแล้ว แม้ว่าผลจะออกมาตรงกับที่ตนขอไปก็จริง แต่ว่าก็ยังไม่ครบ เพราะมีบางประเด็นที่ตนได้ร้องเข้าไป แต่ศาลก็ยังไม่มีคำพูดออกมาว่า คำสั่งของ คสช.ออกมาโดยชอบหรือไม่ มีวิธีการจะเข้าไปตรวจสอบอำนาจของ คสช.ในการออกคำสั่งได้อย่างไร ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยออกมาชัดเจนในคราวเดียวทั้งหมดก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

นายวรเจตน์ กล่าวด้วยว่า สำหรับคดีของตนที่ร้องต่อศาลนั้น มีการวินิจฉัยว่าประกาศของ คสช.ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีการกำหนดโทษเกินกว่าเหตุและประกาศของ คสช.มีผลย้อนหลังจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจาก คสช.เขาเรียกตนเข้าไปรายงานตัวตอนเช้า ตอนบ่ายก็จะสั่งกำหนดโทษ และในวันนี้จะรอฟังคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิตว่าจะมีการวินิจฉัยข้อกฎหมายอย่างไร

ล่าสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า ศาลมีคำพิพากษาว่า คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าประกาศของ คสช.ที่เรียกจำเลยไปรายงานตัวและได้กำหนดโทษทางอาญาไว้นั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งคำวินิจฉัยผูกพันศาล ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีการกระทำผิดตามฟ้องพิพากษายกฟ้อง

นายวิญญัติกล่าวว่าทั้งคำพิพากษาในวันนี้เเละคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีผลผูกพันธ์ทุกองค์กรย่อมหมายความว่า บุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวเเล้วเกรงว่าจะมีความผิดฐานนี้ให้ไม่เป็นความผิด ดังนั้นบุคคลต่างๆ ที่เคยถูก คสช.ดำเนินคดีในลักษณะเดียวกันและยังคงหลบหนีอยู่ในต่างประเทศ ก็ให้เดินทางกลับมาในประเทศได้เพราะไม่เป็นความผิดแล้ว เว้นแต่ว่าบุคคลเหล่านั้นยังถูกกล่าวหาในคดีอื่นที่มีโทษทางอาญาอยู่

ทนายความจำเลย กล่าวต่อว่า โดยส่วนตัวของอาจารย์วรเจตน์ยังติดใจรัฐธรรมนูญมาตรา 279 ที่อาจารย์ได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะคสช.ว่า ทำได้แค่ไหนเพียงไรซึ่งศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ แต่อย่างไรก็ตามผลคดีในภาพรวมก็เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลยคดีนี้ ตนเชื่อว่าพนักงานอัยการคงไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ยังมีบุคคลต่างๆ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในลักษณะเดียวกัน คือ ขัดคำสั่งของคสช. ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลจำนวนมีผลต่อบุคคลเหล่านั้นด้วย

...

ทนายความจำเลย กล่าวด้วยว่า ดังนั้นหากจะมีเจ้าพนักงานตำรวจ หรือเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองคนใดรู้แล้วว่า มีคำพิพากษาหรือคำที่ใช้ดังกล่าวกลับเพิกเฉย หรือมีเจตนากลั่นแกล้งจับกุมบุคคลอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในความเห็นส่วนตนเห็นว่าน่าจะเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นเจ้าพนักงานการแก้บุคคลอื่นให้ต้องรับโทษทางอาญา แต่ทั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่จะถูกจับกุมต้องอ้างถึงคำวินิจฉัยดังกล่าวให้ผู้จับกุมได้ทราบด้วย.