เสก โลโซ ถูกปล่อยตัว หลังศาลมีนบุรี พิจารณาส่งคำร้องขอฎีกา ไปให้ศาลฎีกาพิจราณา โดยใช้หลักทรัพย์เดิม 6 แสนบาท  

เวลา 09.30 น. วันที่ 25 มี.ค. ที่ห้องพิจารณา 305 ศาลอาญามีนบุรี ศาลนัดฟังคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกา ในคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 12 (มีนบุรี) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือเสก โลโซ ร็อกเกอร์ชื่อดัง อายุ 47 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ เสพยาเสพติด และมีอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490

คดีนี้อัยการฟ้องใจความว่า วันที่ 31 ธ.ค. 2560 จำเลยได้มีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม. จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนออโตเมติก 6 นัด และเสพเมทเอมเฟตามีน กับเสพเมทิลลีนไดออกซีเมทเอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจำนวนและน้ำหนักเท่าใดไม่ปรากฏชัด

นอกจากนี้ จำเลยยังต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานด้วย สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ยิงปืนในงานพระเจ้าตากสิน เกี่ยวพันกันมาจากวันที่ 29-30 ธ.ค. จนศาลออกหมายจับ จนมาเกิดเหตุต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน กับตำรวจ สน.คันนายาว เหตุเกิดที่บ้าน ศุขพิมาย แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. และท้ายฟ้องอัยการขอให้นับโทษต่อกับคดีอาญาอีก 2 สำนวน

คดีนี้ นายเสกสรรค์ ให้รับสารภาพเฉพาะคดีอาวุธปืน และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับที่ขอให้นับโทษต่อ นอกนั้นปฏิเสธ และได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวมาตลอด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2561 ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดทั้ง 3 ข้อหา ให้จำคุกตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ 1 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 เดือน, ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่โดยขู่เข็ญว่าจะประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน และฐานเสพยาเสพติดประเภท 1 จำคุกอีก 6 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 1 ปี 18 เดือน และให้บวกโทษของศาลอาญาคดีทำร้ายร่างกาย (สาวคนสนิทภรรยา) อีก 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 2 ปี 21 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แม้ว่าจำเลยอ้างป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ เนื่องจากศาลเห็นว่าพฤติการณ์การสื่อสารกับเจ้าหน้าที่พบว่า จำเลยรู้ผิดชอบดี จึงไม่อาจอ้างภาวะป่วยดังกล่าวได้ และการกระทำของจำเลยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ซึ่งศาลเคยให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดีในการรอลงอาญาคดีอื่นไว้แล้ว แต่จำเลยยังมากระทำผิดซ้ำในช่วงเวลารอลงอาญาอีก จึงไม่สมควรให้รอลงอาญา และให้นับโทษจำเลยต่อจากคดี พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชด้วยจำเลยยื่นอุทธรณ์

...

ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษแก้เป็นว่าฐานมีอาวุธปืน ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี 3 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ อ.3705/2559 ของศาลอาญาเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 18 เดือน ยกคำขอโจทก์ที่ให้นับโทษต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดง ที่ 971/2561 ของศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ภายหลังจำเลยได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลล่าง และยื่นคำร้องขอให้อนุญาตฎีกา (ต้องทำไปคู่กัน) ตามกฎหมาย ป.วิอาญามาตรา 218 วรรคแรก ประกอบ 221 เพื่อขอให้ศาลส่งคำร้องให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่นั่งพิจารณาและทำคำพิพากษา อนุญาตให้ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ระหว่างนี้จำเลยยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกา โดยศาลฎีกาตีราคาประกัน 600,000 บาท

ต่อมาศาล ได้อ่านคำสั่ง ว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาและยื่นขอให้อนุญาตฎีกา ต่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ที่นั่งพิจารณาและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ซึ่งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เห็นว่า ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนั้น เป็นการโต้เถียงดุลยพินิจ จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น จึงต้องห้ามไม่ให้ฎีกาตามมาตรา 218 วรรคแรก เฉพาะข้อหามีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืนจนถึงที่สุด ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ส่วนข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 นั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นที่สุด แต่คู่ความอาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องไปพร้อมกับฎีกาต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกาต่อไปได้ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 19

ศาลอาญามีนบุรี จึงได้ดำเนินการส่งคำร้องของจำเลยพร้อมฎีกาของจำเลยให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาต่อไป จำเลยได้ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลพิจารณาแล้ว มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณา(ตามหลักทรัพย์เดิม 6 แสนบาท)