“หมิว สิริลภัส” นักแสดงสาวที่สงสัยว่าถูกตำรวจแอบถ่ายภาพในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน แถลงชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องที่เกิดขึ้น เชื่อว่าคู่กรณีไม่มีภาพตนเองขณะทำธุระในห้องน้ำ และมองว่าเรื่องนี้เข้าข่ายเป็นการคุกคามทางเพศ

กรณีเหตุระทึกในห้องน้ำสาธารณะ เมื่อ “หมิว-สิริลภัส กองตระการ” ดารานางแบบ อดีตรองชนะเลิศอันดับ 2 มิสทีนไทยแลนด์ 2003 โพสต์เฟซบุ๊กเตือนภัย หลังถูกชายแอบถ่ายในห้องน้ำปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งปากซอยรัชดาภิเษก 32 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ก่อนขับรถมีตราตำรวจหนีออกไป เหตุเกิดเวลา 23.30 น. วันที่ 6 มี.ค.64 และแจ้งความที่ สน.พหลโยธิน ในวันรุ่งขึ้น ต่อมา พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ในฐานะโฆษก ตร.ออกมารับว่า ตรวจสอบแล้วพบเป็นตำรวจจริง สังกัด บช.น. เร่งหาหลักฐาน หากพบมีความผิดจริงโดนวินัย-อาญา ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะห้วงเวลาที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการตำรวจที่กระทำผิดโดยได้ไล่ออก-ปลดออกไปแล้วหลายราย ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 22 มีนาคม 2564 ที่ห้องประชุมโรงแรมคราฟต์แมน แบงค็อก ซอยพหลโยธิน 11 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม. หมิว-สิริลภัส กองตระการ ดารานางแบบ อดีตรองชนะเลิศอันดับ 2 มิสทีนไทยแลนด์ 2003 นำหลักฐานภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ พร้อมคลิปวิดีโอ มาแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่ตนเองถูกชายคนหนึ่งเดินตามเข้าไปห้องน้ำในปั๊มน้ำมันย่านรัชดาภิเษก ที่ต้องสงสัยว่าจะตามเข้าไปถ่ายภาพขณะทำธุระในห้องน้ำ ก่อนที่ต่อมาตำรวจจะสืบสวนพบว่าผู้ก่อเหตุเป็น สิบตำรวจโท ผู้บังคับหมู่จราจร สน.ทุ่งมหาเมฆ และได้เข้ามอบตัวไปแล้วก่อนหน้านี้

...

หมิว สิริลภัส บอกว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นคืนวันที่ 6 มีนาคม หลังไปส่งเพื่อนที่ย่านรัชดา ซอย 8 และกำลังจะไปที่ซอยรัชดาภิเษก 32 เพื่อคุยธุระต่อเรื่องเพลง โดยระหว่างทางได้แวะเข้าห้องน้ำปั๊มน้ำมันเพื่อทำธุระ ก็เห็นรถคู่กรณีขับมาจอดเทียบแล้วไม่ยอมลงจากรถจนผิดสังเกต จึงหยิบมีดปอกผลไม้พกติดตัวไปเข้าห้องน้ำ ต่อมาหลังเข้าห้องน้ำไปได้พักหนึ่ง ก็มีคนเดินตามเข้ามาในห้องสุขาที่อยู่ติดกัน ด้วยความที่ไม่ไว้วางใจแต่แรก จึงไม่ทำธุระ และยืนรออยู่บนชักโครก พยายามฟังว่าอีกฝ่ายเข้ามาทำธุระตามปกติหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงถอดกางเกง หรือเห็นว่าจะทำธุระใดๆ จนเวลาผ่านไปนานราวๆ 3 นาที ก่อนที่อีกฝ่ายจะสังเกตมองมาที่ตน จากนั้นตนจึงเริ่มโวยวายและเหตุการณ์ต่างๆ ก็เป็นไปตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ จากนั้นวันรุ่งขึ้นก็ได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ สน.พหลโยธิน และทำใจอยู่นานกว่าจะตัดสินใจโพสต์เตือนภัยเรื่องนี้ลงในโซเชียลมีเดียส่วนตัว

โดยตนค่อนข้างมั่นใจว่าตั้งแต่ที่คู่กรณีเดินเข้าห้องน้ำ จนถึงออกจากห้องน้ำ ไม่ได้ถ่ายคลิปของตนไว้ เพราะตนระมัดระวังตัวและสังเกตพฤติกรรมคู่กรณีอยู่ตลอด หากนำมือถือไปตรวจสอบก็คิดว่าไม่น่าจะพบภาพอะไร

หลังเกิดเรื่องก็ได้ให้คนสนิทไปถ่ายภาพลักษณะห้องน้ำช่วงกลางวัน เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเข้าใจผิดหรือไม่ ซึ่งก็มองว่าเป็นไปได้ยาก เพราะห้องน้ำมีป้ายแสดงสัญลักษณ์ชัดเจน ส่วนเรื่องที่ตนต้องพกมีดเข้าไปในห้องน้ำ ยอมรับว่าตนเองพกไว้ป้องกันตัว ซึ่งพกมาตลอดตั้งแต่ขับรถแรกๆ เนื่องจากมักไปไหนมาไหนคนเดียว อีกทั้งมีดที่พกก็เป็นเพียงมีดปอกผลไม้เท่านั้น

สำหรับคู่กรณีที่เป็นตำรวจ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้พูดคุยกัน จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะชี้แจงว่าอย่างไร แต่ในวันเกิดเหตุก็ไม่ได้ยินคำขอโทษ เพียงแต่พยายามชี้แจงว่าไม่มีอะไรๆ พร้อมกับโชว์มือถือให้ดูว่าไม่ได้ถ่ายภาพอะไรไว้

นอกจากนี้หลังเกิดเหตุยังได้ยินแต่คำแก้ตัว เช่นว่า เป็นห้องน้ำรวม และพูดทำนองว่าตนคิดไปเอง จึงเห็นว่าต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ส่วนตัวยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ว่าตำรวจจะให้ความเป็นธรรมกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ส่วนความเป็นไปได้เรื่องการไกล่เกลี่ย ต้องรอหลังจากพบกับคู่กรณีในวันนี้ เพื่อฟังการอธิบายเหตุผลต่างๆ ก่อน

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องการติดตามตนนั้น อาจมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง เรื่องนี้ตนไม่ขอให้ความเห็น แต่หากเป็นข้อเท็จจริงก็ต้องสอบถามคู่กรณีถึงเหตุจำเป็นในการติดตามเข้าไปในห้องน้ำ

...

สำหรับเรื่องการดำเนินคดีนั้น แม้จะไม่มีการถ่ายภาพลามกอนาจาร แต่ก็มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจเข้าข่ายเป็นการคุกคามทางเพศ ซึ่งจะขอให้ตำรวจดำเนินคดีให้ถึงที่สุด และเท่าที่ได้รับการประสานข้อมูลจากผู้บังคับบัญชาของตำรวจนายดังกล่าว ก็ระบุว่าพร้อมจะอำนวยความสะดวกเรื่องการดำเนินคดี.