ตำรวจปราจีนบุรีพร้อมชุดสืบสวนภูธรภาค 2 จับกุม 3 คนร้ายที่ใช้แก๊สตัดตู้เอทีเอ็มในตลาดไทยประคอง ชิงเงินกว่า 7 แสนได้แล้ว คุมตัวทำแผน ด้านหัวโจกวัย 40 สารภาพติดหนี้นอกระบบไม่มีงานเลยก่อเหตุ

จากกรณี เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 4 ก.พ.64 ได้มีคนร้าย จำนวน 3 คน ใช้รถกระบะเข้ามาใช้แก๊สตัดตู้เอทีเอ็ม ที่บริเวณหน้าร้าน “เจ๊รัตน์เครื่องครัว” ในตลาดไทยประคอง เลขที่ 11 หมู่ 8 ต.กบินทร์บุรี ข้างถนนสาย 304 ได้เงินสดไป จำนวน 758,000 บาท โดยหลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ภาค 2 สืบสวน ภ.จว.ปราจีนบุรี สืบสวน สภ.กบินทร์บุรี จึงได้ออกติดตามคนร้าย และเช็กเส้นทางหลบหนีจากภาพกล้องวงจรปิด จนกระทั่งสามารถรู้ตัวคนร้ายผู้ก่อเหตุจนจับกุมได้ และนำตัวมาแถลงข่าวยัง สภ.กบินทร์บุรี

เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.รอย อิงคไพโรจน์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. รักษาราชการแทน ผบช.ภ.2 พร้อมด้วย พล.ต.ต.นันทวุฒิ สุวรรณละออง ผบก.ภ.จว.จังหวัดปราจีนบุรี พล.ต.ต.อิทธิพร โพธิ์ทอง รักษาราชการแทน ผบก.บก.สส. ภาค 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภาค 2 ชุดสืบสวน ภ.จว.ปราจีนบุรี ได้นำตัวผู้ต้องหาคดีแก๊สตัดตู้เอทีเอ็มชิงเงินกว่า 7 แสน ประกอบด้วย นายสมนึก จันทร์โฉม อายุ 40 ปี ชาวบ้าน หมู่ 5 ต.บ้านแพ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร นายโจ (นามสมมติ) อายุ 19 ปี ชาวบ้าน หมู่ที่ 10 ต.เขากะลา อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และนายทอง (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ชาวบ้าน หมู่ที่ 10 ต.เขากะลา อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ พร้อมของกลาง กระบะโตโยต้า รุ่น รีโว่ Z- EDITION สีขาว ทะเบียน 2 ฒว 499 กทม. ถังแก๊สพร้อมอุปกรณ์ เสื้อผ้าของคนร้าย เงินสด จำนวน 700,000 บาท แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่หน้า สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

...

รักษาราชการแทน ผบช.ภ.2 กล่าวว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ภาค 2 สืบสวน ภ.จว.ปราจีนบุรี สืบสวน สภ.กบินทร์บุรี จนทราบตัวผู้ก่อเหตุ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดกบินทร์บุรีที่ 7/2564 ลงวันที่ 5 ก.พ. 2564 เข้าทำการจับกุมตัว ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย คือ นายสมนึก และ นายโจ พร้อมเงินสด จำนวน 758,000 บาท และรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดลำปาง โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ผู้ร่วมก่อเหตุ คือ นายทอง (นามสมมติ) อายุ 18 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจึงนำกำลังติดตามจับกุมตัวได้ที่บ้านพัก

ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อเหตุ นายสมนึก นำไปเก็บไว้ที่บ้านแม่ในจังหวัดสมุทรปราการ เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจยึดอุปกรณ์ตัดตู้ ATM พร้อมนำตัวผู้ต้องหามาแถล่งข่าวที่ สภ.กบินทร์บุรี พร้อมตั้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด เพื่อพาทรัพย์หลบหนี หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์”

นายสมนึก ให้การรับสารภาพว่า ที่ก่อเหตุครั้งนี้ เนื่องจากมีอาชีพ รับเหมางานติดตั้งเครื่องทำความเย็นตามร้านค้ามินิมาร์ท ก่อนเกิดเหตุได้มารับเหมาติดตั้งระบบทำความเย็น และเครื่องทำความเย็น ที่ร้าน ซีเจ ซุปเปอร์มาเก็ต ที่อยู่บริเวณใกล้กับตู้เอทีเอ็ม ของธนาคารที่ตนได้โจรกรรม และในช่วงนี้เกิดสถานการณ์โควิด-19 ไม่มีงานจ้างเข้ามา เป็นหนี้นอกระบบ และไม่เงินจ่ายค่าแรงลูกน้องเป็นเงินหลายแสนบาท จึงได้ยื่นกู้เงินจากธนาคาร แต่ธนาคารไม่อนุมัติ ตนจึงคิดหาเงินโดยเข้าโจรกรรมเงินจากตู้ ATM ดังกล่าว ส่วน นายโจ กล่าวว่า ตนเองไม่รู้ว่านายสมนึกจะมาก่อเหตุ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ นายสมนึกก็บังคับให้ยกถังแก๊ส และดูต้นทาง หลังจากนั้นนายสมนึกก็ลงมือตัดตู้เอทีเอ็ม จนได้เงินและนำใส่ถุงขึ้นรถและหลบหนีไป จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้

...

ต่อมา ตร.ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ไปทำแผนฯ ที่หน้าร้าน “เจ๊รัตน์เครื่องครัว” ในตลาดไทยประคอง เลขที่ 11 หมู่ 8 ต.กบินทร์บุรี จุดแรก นายสมนึก จันทร์โฉม อายุ 40 ปี เป็นคนขับ ลงจากรถไปทำทีเสียบบัตรในตู้เอทีเอ็มของธนาคารหน้าร้าน ซีเจ ซุปเปอร์มาเก็ต โดยให้ลูกน้องทั้ง 2 คน เตรียมติดตั้งอุปกรณ์เครื่องมือในการติดตั้งแก๊สเสร็จ นายสมนึก จึงได้ลงมือใช้แก๊สตัดที่บริเวณประตูตู้นิรภัย เมื่อไม่สามารถตัดประตูได้ จึงเปลี่ยนไปใช้แก๊สตัดที่บริเวณหลังตู้ ก่อนที่จะหยิบเงินออกจากตู้ได้ไป จำนวน 758,000 บาท หลบหนีไป และถูกจับในเวลาต่อมา ทั้งนี้ จนท.ใช้เวลาราว 20 นาทีจึงแล้วเสร็จ โดยมีประชาชนมามุงดูการทำแผนของคนร้ายเป็นจำนวนมาก

...

ส่วน ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี กล่าวว่า สำหรับตู้เอทีเอ็มแบบ stand alone มาตั้งในจุดต่างๆ ก็ขอให้เพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากด้านหลังเจาะง่าย ถ้าเราจะเอาไปติดไว้ที่ตามมินิมาร์ท ควรหาที่ที่มีกำแพงให้มิดชิดกว่านี้ หรือเพิ่มกล้องวงจรปิดให้ด้วยก็จะดีมาก อย่างไรก็ตาม พวกเราตำรวจเต็มที่ในการทำงานอยู่แล้ว.