พี่ชายเศร้าสูญเสียทั้งแม่และน้อง ขณะเข้ารับศพคดีน้องทรพีฆ่าแม่ ยันไม่ติดใจที่น้องถูกตำรวจวิสามัญ เชื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจดีแล้ว เพื่อให้หยุดปัญหา

จากกรณี นางสุรางค์รัตน์ จ้อยเจือ อายุ 62 ปี ถูก นายนนทชัย หรือโอ๊ต กรานเคารพ อายุ 35 ปี บุตรชายซึ่งมีอาการคลุ้มคลั่งจากภาวะสมองได้รับการกระทบกระเทือนเนื่องจากอุบัติเหตุรถชน และมีพฤติกรรมแอบเสพยาเสพติด ก่อเหตุใช้มีดทำร้ายจนเสียชีวิตอย่างสยดสยองในบ้านเลขที่ 18/4 ถนนบางพรหม ซอย 54 ก่อนที่ นายนนทชัย จะจุดไฟเผาบ้านและถือมีดวิ่งหลบหนี และไปถูก ร.ต.อ.ชูชาติ ลักษิตานนท์ รอง สว.จร.สน.บางเสาธง วิสามัญฆาตกรรม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 20 ม.ค.64 แผนกนิติเวช รพ.ศิริราช นายนพดล กรานเคารพ อายุ 38 ปี บุตรชายคนกลางของ นางสุรางค์รัตน์ และเป็นพี่ชายของ นายนนทชัย ได้นิมนต์พระสงฆ์จำนวน 1 รูป พร้อมรถตู้บรรทุกศพ ทะเบียน ฮอ 5408 กรุงเทพมหานคร จากวัดอินทราวาส (วัดประดู่) ถนนบางระมาด เขตตลิ่งชัน เดินทางมารับศพมารดาและน้องชาย โดย นายนพดล กล่าวว่า จะนำแม่และน้องไปตั้งสวดพระอภิธรรมที่วัดอินทราวาส ตั้งแต่คืนนี้จนถึงคืนวันศุกร์ที่ 22 ม.ค. รวม 3 วัน เเล้วทำการฌาปนกิจในช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 23 ม.ค. โดยก่อนจะเผาร่างจะนิมนต์พระไปทำพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของแม่และน้อง รวมถึงสวดแผ่บุญกุศลทั้งที่บ้านและจุดวิสามัญฆาตกรรมด้วย เพื่อลดความหวาดกลัวของชาวบ้าน และเพื่อความสบายใจของคนรอบข้างและคนในชุมชน

นายนพดล กล่าวด้วยว่า แพทย์ระบุสาเหตุการตายของแม่ตนว่า บาดเจ็บรุนแรงที่ศีรษะและคอ ส่วนน้องชายเสียชีวิตเพราะบาดแผลกระสุนปืนผ่านเนื้อสมอง กรณีที่น้องชายตนถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรม ตนไม่ได้ติดใจใดๆ และคิดว่าน้องชายน่าจะมีสามัญสำนึกรู้สึกผิดขึ้นมาบ้าง หลังก่อเหตุทำร้ายแม่และเผาบ้าน จึงทำให้ตัดสินใจเดินเข้าไปหาตำรวจ ทำให้ตำรวจต้องวิสามัญฆาตกรรมตามภาพเหตุการณ์ในคลิปที่มีพลเมืองดีถ่ายเอาไว้ได้ โดยหลังเกิดเรื่องตนและญาติๆ แบ่งหน้าที่กัน โดยตนเป็นผู้มารับศพและจัดงานเรื่องงานศพ ส่วนญาติๆ จะช่วยกันดำเนินการเรื่องคดีกับทาง สน.บางเสาธง ซึ่งขณะนี้ทราบว่าทางโรงพักได้ประสานเรื่องขอรับเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรมให้ครอบครัวตนด้วย

เมื่อถามว่าเหตุใดที่ผ่านมาชาวบ้านจึงแจ้งให้ตำรวจมาจับกุมนายนนทชัยอยู่บ่อยๆ นายนพดล ตอบว่า น้องตนมีความผิดปกติทางอารมณ์ พอถูกกดดันจากคนรอบข้างก็มีอาการอาละวาดขึ้นมา เรื่องนี้อาจทำให้ญาติๆ หรือชาวบ้านเอือมระอา จึงต้องแจ้งตำรวจมาระงับเหตุ ซึ่งในมุมของเจ้าหน้าที่นั้นตนก็เข้าใจ ที่ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ เพราะไม่ใช่เหตุซึ่งหน้า และน้องชายก็ไม่มีประวัติรักษาอาการทางจิต ที่ผ่านมาจึงมีอยู่เพียงคดีเดียวเท่านั้นคือน้องชายมีอาการกำเริบไปบุกรุกพื้นที่ส่วนบุคคลในละแวกนั้น เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งเท่าที่ทราบคือทางตำรวจ สน.บางเสาธง รับแจ้งความเอาไว้แล้วอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำตัวน้องชายไปดำเนินคดี เรื่องนี้นายนนทชัยก็คงทราบและเครียดจนเกิดความกดดันจนมีเหตุการณ์สลดเกิดขึ้นมาดังกล่าว.