ตำรวจพหลโยธินแจ้งข้อหาทั้ง 2 ฝ่าย ลูกชาย "โชคชัย" ที่นอนกลางถนนประท้วงเมียถูกรถเมล์ทับเสียชีวิต โดน 4 ข้อหาเตรียมส่งฟ้องศาลเยาวชน เจ้าตัวบอกไม่ทราบข้อกฎหมายแต่ก็รู้สึกไม่เป็นธรรมเพราะสูญเสีย

กรณีนายโชคชัย ใบยพฤกษ์ อายุ 36 ปี นอนกลางแยกรัชโยธินใกล้ที่เกิดเหตุนางดวงใจ ใบยพฤกษ์ อายุ 33 ปี ภรรยาซ้อนท้ายรถ จยย.นายเจ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ลูกชายถูกรถประจำทางสาย 39 ชนเสียชีวิต เพื่อขอความเป็นธรรม และต่อมาได้รับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ส่วนคดีอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 9 ธ.ค.นายปิยณัฐ สุกยัง เลขาธิการเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมนายโชคชัย ใบยพฤกษ์ สามีผู้เสียชีวิต และลูกชายวัย 17 ปี คนขับรถในวันเกิดเหตุ เข้าพบ ร.ต.อ.วิภารัตน์ จำเนียรสุข รอง สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ ใช้รถที่ไม่มีประกันรถภาคบังคับ หรือ พ.ร.บ.รถ และขับรถโดยไม่สวมหมวกนิรภัย รวม 4 ข้อหา ส่วนคนขับรถ ขสมก. เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา

มีรายงานว่าการแจ้งข้อหากล่าวหาทั้งพนักงานขับรถประจำทาง และเยาวชนชาย อายุ 17 ปี ที่ล่าช้าเนื่องจากผลชันสูตรพลิกศพจากสถาบันนิติเวช รพ.ตำรวจ ที่ใช้ในการประกอบสำนวนเพื่อส่งฟ้องต่อศาล เพิ่งส่งมาให้กับพนักงานสอบสวน

นายโชคชัยกล่าวว่า ตนไม่ทราบเรื่องของกฎหมายเท่าที่ควร รู้แค่เพียงว่าวันนี้ตำรวจให้นำตัวลูกชายมารับทราบข้อหา ส่วนในเรื่องของการเจรจาเมื่อวานเรื่องเงินเยียวยาต่างๆ ก็ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำให้ได้รับความเป็นธรรม แต่ตนก็มองว่าการที่ลูกชายถูกแจ้งข้อหานั้นไม่เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ฝ่ายตนเป็นฝ่ายที่สูญเสีย

...

ขณะที่ นายปิยณัฐ สุกยัง เลขาธิการเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ระบุว่า ตนมาดูแลและให้คำปรึกษาในเรื่องของกฎหมายต่างๆ โดยเบื้องต้นคดีนี้ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหากับทั้งสองฝ่าย ซึ่งในตอนแรกที่มีความสงสัยว่าได้มีการแจ้งข้อหาคนขับรถโดยสารประจำทางด้วยหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ทราบวันนี้ว่ามีการแจ้งข้อหาคนขับรถเมล์ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ซึ่งการพิจารณาคดีก็จะมีความแตกต่างกัน เนื่องจากของเยาวชน 17 ปี ก็จะมีความซับซ้อน จึงต้องเข้าไปดูแลและให้คำปรึกษา

ส่วนในเรื่องของคดีก็เป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องไปสู้กันในชั้นศาล แต่ละฝ่ายอาจจะมองว่าตนไม่ได้ประมาทก็ต้องไปนำเสนอกันในศาล และศาลก็จะเป็นผู้พิจารณาเอง และหากจะเรียกร้องในเรื่องของเงินเยียวยาต่อก็ต้องไปสู่ขั้นตอนของศาลแพ่ง สำหรับคดีนี้ก็ถือได้ว่ามีความคืบหน้าหลังมีการร้องผ่านสื่อมวลชนไป เนื่องจากมีการสรุปสำนวนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น