ศาลอุทธรณ์ อ่านคำพิพากษา คดีอดีตประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ "สวัสดิ์ แสงบางปลา" ผู้ต้องหาฉ้อโกงหลอกคนลงทุนค้าสลากฯ ฟอกเงินสหกรณ์ 42 ล้าน แก้โทษจำคุก เรียงกระทงลงโทษรวมเป็น 54 ปี แต่คงจำคุกได้เพียง 50 ปีตามกฎหมาย

เวลา 09.00 น. เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฟอกเงิน หมายเลขดำ ฟย.20/2560 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสวัสดิ์ แสงบางปลา อายุ 80 ปี อดีตประธานกรรมการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย น.ส.จิรัชญา หรือไข่เจียว คุณยศยิ่ง อายุ 24 ปี และ น.ส.ภวิษย์พร หรือชมพู่ ใบเกตุ อายุ 29 ปี ทั้งสองเป็นชาว กทม. และเป็นคู่รักกัน ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 กรณีจำเลยร่วมกันฟอกเงินสหกรณ์จุฬาฯ 42 ล้านบาท จากการฉ้อโกงเงินประชาชนที่นำมาร่วมลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

คดีนี้ สืบเนื่องจากคดีฉ้อโกงประชาชน หมายเลขดำ อ.2438/2560 ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้องนายสวัสดิ์เป็นจำเลย กรณีเมื่อต้นเดือน ม.ค.2559-9 มิ.ย.2560 ต่อเนื่องกัน จำเลยอาศัยตำแหน่งประธานสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชักชวนหลอกลวงประชาชนให้มาลงทุนว่า จำเลยได้รับโควตา หรือการจัดสรรคัดเลือกเป็นตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อไปจำหน่ายเอากำไรต่อ โดยจะได้ค่าตอบแทนร้อยละ 1 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ให้กู้ยืม หรือร้อยละ 12 ต่อปี และเดือนสุดท้ายจะได้รับผลตอบแทนคืนทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จนมีประชาชนหลงเชื่อจำนวนมาก นำเงินมาลงทุนทั้งสิ้น 183,730,000 บาท ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 และ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

...

ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดฐานสมคบโดยตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กระทำผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำผิดฐานฟอกเงินแล้ว ซึ่งเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงินซึ่งเป็นบทหนักที่สุด โดยให้จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 มีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยจำคุกกระทงละ 4 ปี ซึ่งขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอำนาจจัดการของสถาบันการเงินตาม พ.ร.บ.ฟอกเงินฯ มาตรา 10 วรรคแรก จะต้องระวางโทษเป็นสองเท่า ดังนั้นจึงให้จำคุกกระทงละ 8 ปี โดยคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน และทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์อยู่บ้าง จึงให้ลดโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ใน 4 โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้จำคุกมีกำหนด 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ และจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์

วันนี้ ศาลเบิกตัวนายสวัสดิ์จากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา ในสภาพทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้ ส่วน น.ส.จิรัชญา และ น.ส.ภวิษย์พร ซึ่งได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาล และยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนอัยการโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการนับโทษต่อได้หรือไม่ และศาลชั้นต้นกำหนดโทษไว้ถูกต้องหรือไม่ และขอลงโทษจำเลยสถานหนัก

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้นับโทษในคดีต่อจากโทษในคดีที่พิพากษาจำคุกไปก่อนหน้านี้ไม่ได้ จำเลยมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหาก โดยไม่มีความเกี่ยวพันกัน ผู้เสียหายและพยานหลักฐานเป็นคนละชุด ลักษณะคดีและความผิดคนละประเภทไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันไปได้ จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนใหญ่เป็นพยานบอกเล่าไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความจึงไม่อาจรับฟังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 226 นั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ไม่ได้โต้แย้ง ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ส่วนใดเป็นพยานบอกเล่าและไม่ควรรับฟังด้วยเหตุผลใดจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง

จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 6 ปี รวม 9 กระทง เรียงกระทงลงโทษรวมเป็น 54 ปี แต่คงจำคุกได้เพียง 50 ปีตามกฎหมาย และให้นับโทษต่อจากคดีเลขที่ อ.3256/2561, อ.3257/2561 โดยให้หักวันคุมขังจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ออกจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำตัดสินศาลชั้นต้น.