ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ศรัทธา ความหวัง เสียงสะท้อน ควรทำอย่างไรเมื่อ "ยุติธรรมเหลื่อมล้ำ”

    ไทยรัฐออนไลน์1 ก.ย. 2563 05:23 น.
    SHARE

    คนไทยเคยพึงพอใจ ไว้ใจในกระบวนการยุติธรรม อย่างน้อยก็เป็นที่พึ่งพาได้ในระดับหนึ่ง..

    ไม่น่าเชื่อว่า คำสั่ง “ไม่ฟ้อง” ผู้ต้องหาในคดีเดียว สร้างความสั่นสะเทือน สั่นคลอนถึงขั้น “หมดศรัทธา” วลีคำพูด คนรวยไม่ติดคุก ตะรางมีไว้ขังคนจน ความไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำ ถูกนำมาพูดถึง ถกเถียงกันอีกครั้ง

    ที่ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย “ทีไอเจ” ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.ทีไอเจ เผยว่า ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนที่มีต่อคดี นายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา กรณีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต จากการเก็บข้อมูลประชาชนจากทุกกลุ่มอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย มากกว่า 4,000 คนทั่วประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2563  

    ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.ทีไอเจ
    ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.ทีไอเจ

    ในจำนวนนี้มี "มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม" ทั้งเคยศึกษาและทำงาน หรือเคยเข้าสู่กระบวนการทางคดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพยาน ผู้ต้องหา หรือผู้เสียหาย ด้วย จำนวน 2,056 คน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ใน 4 หัวข้อ ได้แก่ ข้อมูลทั่วไป ความคิดเห็นเกี่ยวกับการอำนวยความยุติธรรมของกระบวนการยุติธรรมไทย, ความคิดเห็นเกี่ยวกับคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา และความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม

    พร้อมกับ มีข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูปองค์กรตำรวจ อัยการ และศาล ตลอดจนการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เกิดการตรวจสอบ ถ่วงดุล และพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไป

    ผลสำรวจคดี “บอส อยู่วิทยา” ประชาชน เชื่อหรือไม่ มีอำนาจอื่นแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม 

    ประเด็นหลักคือ "สิ่งที่คนรู้สึกรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ขับรถชนตำรวจเสียชีวิต" และ "คดีนี้ดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและจากอิทธิพลของกลุ่มนายทุน"

    แบบสอบถามนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี และความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม

    ส่วนที่ 1 ความรู้สึกและความคาดหวังต่อคดี

    เรื่องที่ผู้ตอบแบบสอบถามรู้สึกไม่ดี หรือรับไม่ได้มากที่สุดเกี่ยวกับคดีนี้ มี 2 เรื่องในคะแนนใกล้เคียงกัน อันดับหนึ่งคือ การทำสำนวนคดีที่ยืดระยะเวลาออกไปอย่างไม่มีเหตุสมควร จนคดีหมดอายุความ และ การที่คดีนี้ดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง และจากอิทธิพลของกลุ่มนายทุน

    ในเรื่องการทำสำนวนล่าช้า ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยกขึ้นมาตั้งคำถามนั้น TIJ มีข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับระยะเวลาในการดำเนินคดีในฐานความผิด “ขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” พบว่าคดีในกลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่

    (1) มีระยะเวลาดำเนินคดีในชั้นตำรวจ 14 วัน โดยคดีที่ทำสำนวนได้รวดเร็วที่สุด ใช้เวลาเพียง 3 วัน และช้าที่สุดอยู่ที่ 284 วัน

    (2) ส่วนในชั้นพนักงานอัยการ ตั้งแต่การรับสำนวนถึงมีคำสั่งฟ้อง ส่วนใหญ่ใช้เวลาเพียง 8 วัน คดีที่เร็วที่สุดใช้เวลา 1 วัน และช้าที่สุด 344 วัน

    สิ่งที่ผู้ตอบไม่พอใจ พบว่า ความแตกต่างกันระหว่างคนที่มีประสบการณ์ กับไม่มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรม โดยคนที่มีประสบการณ์จะไม่พอใจกับการมีพยานบุคคลเพิ่มเติมหลังจากผ่านไปหลายปีมาหักล้างความผิด โดยไม่มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ

    ส่วนคนไม่มีประสบการณ์ จะมองเรื่องการพบสารเสพติดในเลือดของผู้ต้องหา แต่ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหา

    เมื่อถามว่า "ในภาพรวมท่านไม่พอใจอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับการดำเนินคดีนี้" ผู้ตอบถึงร้อยละ 56.76 ระบุว่า ไม่พอใจที่ "กฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เพราะกระบวนการยุติธรรมถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ"

    ส่วนความคาดหวังต่อคดีนี้ หลังจากที่เป็นกระแสสังคม และเริ่มมีการตรวจสอบจากทั้งตำรวจ อัยการ รวมถึงคณะกรรมการอิสระที่นายกรัฐมนตรีตั้งขึ้น

    พบว่า ผู้ตอบกว่าร้อยละ 89 ล้วนคาดหวังให้ "หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ต้องมีการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี และดำเนินคดี หากพบว่าร่วมกันบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ต้องสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่ามีพฤติกรรมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่

    ต้องรื้อสำนวนคดีใหม่ และนำคดีเข้าสู่ชั้นศาล ทั้งคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และคดีใช้ยาเสพติด รวมทั้งคาดหวังว่าต้องนำตัวผู้ต้องหากลับมารับโทษให้ได้ หากภายหลังศาลตัดสินว่าผิดจริง"

    และร้อยละ 94.56 ยังเห็นว่า สังคมควรมีความเคลื่อนไหวต่อคดีนี้ ซึ่งสิ่งที่ควรทำ

    อันดับแรก คือ ร่วมกันต่อต้านการทุจริตในกระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบ

    รองลงมา คือ ควรเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบให้เกิดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

    ผู้ตอบส่วนน้อยตอบว่า ไม่ควรเคลื่อนไหวอะไร เกือบครึ่งหนึ่งบอกว่าเพราะเคลื่อนไหวเรียกร้องไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้

    ส่วนที่ 2 ความรู้สึกและความคาดหวังต่อกระบวนการยุติธรรม

    ส่วนนี้เป็นคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม และความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ ศาลยุติธรรม และการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม

    ประเด็นแรก ความเชื่อมั่นที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม

    ทั้งนี้ ก่อนที่จะทราบรายละเอียดความผิดปกติในคดีของนายวรยุทธ ค่าเฉลี่ยของความเชื่อมั่นมีคะแนนอยู่ที่ระดับ 2.40 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (โดยผู้ตอบส่วนใหญ่ให้คะแนน 2-4 คะแนน) แต่เมื่อทราบรายละเอียดของคดีนี้แล้ว ความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของผู้ตอบแบบสอบถาม ลดเหลือเพียง 0.99 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน (โดยมีผู้ตอบถึง 46% ที่ให้เพียง 0 คะแนน)

    เริ่มที่บทบาทของ ตำรวจ ในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานและทำสำนวนคดี ผลสำรวจระบุว่า ผู้ตอบส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 57.86 เห็นด้วยว่า เป็นบทบาทที่เหมาะสมแล้ว ที่เหลือร้อยละ 26.48 บอกว่าไม่เหมาะสม และร้อยละ 15.66 ตอบว่าไม่แน่ใจ

    ส่วนบทบาทของ อัยการ ผู้ตอบร้อยละ 73.97 ระบุว่าการถ่วงดุลการทำงานของตำรวจโดยการตรวจสำนวนและใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องนั้น มีความเหมาะสมแล้ว อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 75.98 ยังบอกว่า อัยการควรมีบทบาทในการสอบสวนและการทำสำนวนมากขึ้น

    สำหรับบทบาทของ ศาล ผู้ตอบร้อยละ 82.27 บอกว่า ศาลควรมีบทบาทมากขึ้นในการแสวงหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาทั่วไป เพิ่มเติมจากการพิจารณาตามสำนวนที่ส่งมาเท่านั้น

    นอกจากนี้ การใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มาให้การประกอบการพิจารณาคดี ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากบุคคลภายนอก มากกว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดหน่วยงานกระบวนการยุติธรรม และอีกร้อยละ 82.09 เห็นว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ มีน้ำหนักมากกว่าพยานบุคคล

    ส่วนคำถามที่ว่า คดีนี้สะท้อนปัญหาจากช่องโหว่ของระบบหรือตัวบุคคล ได้ผลสรุปที่น่าสนใจ เพราะมีผู้ตอบเพียงร้อยละ 50.64 ที่เชื่อว่า ระบบงานกระบวนการยุติธรรมดีอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาเพราะ ผู้ปฏิบัติไม่สุจริตหรือไม่มีประสิทธิภาพ หมายความว่า ผู้ตอบส่วนที่เหลือเห็นว่า ระบบของกระบวนการยุติธรรมน่าจะมีปัญหาด้วย

    และคำถามสำคัญ คือ ท่านคิดว่าคดีนี้น่าจะมีส่วนผลักดันให้คนในกระบวนการยุติธรรมทำงานอย่างโปร่งใสขึ้น และเกิดการปฏิรูประบบงานบางประการในแต่ละหน่วยงาน ผู้ตอบประมาณร้อยละ 50 ตอบว่า “อาจจะเป็นไปได้” 

    ส่วนที่เหลือพบว่า มีผู้ตอบที่มั่นใจว่า “เป็นไปได้” กับผู้ที่ตอบว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” อยู่ในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

    ในท้ายที่สุด ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผอ.ทีไอเจ กล่าวว่า ผลการสำรวจ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า คดีของนายวรยุทธ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาคของกระบวนการยุติธรรม ที่ "ถูกซื้อได้ด้วยเงินและอำนาจ"

    เห็นได้จาก คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ตกวูบจาก 2.40 เหลือเพียง 0.99 จากคะแนนเต็ม 5 เท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม ด้านที่ดูจะมีความหวังคือ กว่าร้อยละ 74 เชื่อมั่นว่า คดีนี้จะทำให้ภาคประชาชนสนใจตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น

    กว่าร้อยละ 90 เห็นว่าควรมีช่องทางให้ประชาชนติดตามขั้นตอนและผลการพิจารณาคดีต่างๆ ตามที่สนใจได้อย่างสะดวก แม้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงก็ตาม.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ความเหลื่อมล้ำบอส อยู่วิทยาวรยุทธ อยู่วิทยาความเหลื่อมล้ำทางกฎหมายความยุติธรรมในสังคมไทยกฎหมายไทยคุกมีไว้ขังคนจนข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 1 ตุลาคม 2563 เวลา 12:58 น.