ทนายความที่บึงกาฬ เปิดโปงคดีโกงพบหลอกชาวบ้านกว่า 1 พันคน ไปดาวน์รถ จยย.ทำยอดให้ร้านขาย จยย. แลกค่าตอบแทนรายละ 4-5 พัน สุดท้ายถูกไฟแนนซ์ฟ้องเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท แจ้งความแน่น สภ.พรเจริญ
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 24 ก.ค.63 ผู้สื่อข่าวจังหวัดบึงกาฬ ได้รับแจ้งจาก นายบุญมา สายสุพรรณ์ ประธานสภาทนายความจังหวัดบึงกาฬว่า ที่บึงกาฬมีคดีแปลกใหม่เกิดขึ้น โดยมีประชาชนกว่า 1 พันคนตกเป็นเหยื่อของแก๊งมิจฉาชีพ และได้มาขอความช่วยเหลือด้านคดีจากสภาทนายความจังหวัดบึงกาฬ จึงได้รับเรื่องราวเอาไว้เพื่อหาทางช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ยิ่งอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบนี้ ประชาชนหลายคนตกงาน จึงเป็นช่องว่างให้แก๊งมิจฉาชีพได้คิดวิธีหลอกลวงพี่น้องประชาชนแบบใหม่ๆ ออกมาหากินบนความทุกข์ยากของชาวบ้าน
นายบุญมา กล่าวถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า เกิดขึ้นเมื่อประมาณเดือน มี.ค.62-2563 ได้มีกลุ่มมิจฉาชีพทำทีเป็นนายหน้าวางแผนเป็นขบวนการ เพื่อหลอกลวงประชาชนในเขตจังหวัดบึงกาฬ โดยบอกว่าจะพาไปทำยอดขายหรือทำเคส โดยการทำทีเหมือนกับไปดาวน์รถจักรยานยนต์ ที่บริษัทผู้แทนจำหน่ายรถจยย.ในจังหวัดบึงกาฬหลายสาขา โดยจะได้ค่าจ้างรายละ 4,000-5,000 บาท แต่จะไม่ได้รับรถจักรยานยนต์กลับบ้านไปด้วย วิธีการหลอกของกลุ่มมิจฉาชีพรายนี้คือ หลังจากตกลงกันแล้วก็จะมอบโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า พร้อมใส่ซิมการ์ดให้เหยื่อถือเข้าไปในบริษัทฯ จากนั้นก็ขับรถยนต์พาเข้าไปนั่งที่บริษัทฯ
...
ประธานสภาทนายความจังหวัดบึงกาฬ กล่าวต่อว่า เมื่อเหยื่อเข้าไปยังบริษัทแล้ว พนักงานจะขอสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมบัตรประชาชน นำไปถ่ายเอกสาร และให้ผู้เสียหายลงลายมือชื่อรับรองสำเนาเอกสาร พร้อมลงรายชื่อในแบบฟอร์มสัญญาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และเซ็นชื่อในแบบฟอร์มเปล่าอีกหลายฉบับ โดยผู้เสียหายยังไม่ได้อ่านรายละเอียดในเอกสารต่างๆ เลยพนักงานก็จะชี้และพลิกให้เซ็นทุกช่องที่เป็นลายมือของเหยื่อจนแล้วเสร็จแล้วบอกให้นั่งรอประมาณ 10 นาที โดยพนักงานคนเดิมแจ้งว่าอีกสักครู่ทางบริษัทไฟแนนซ์จะโทรเข้ามาสอบถามชื่อ-สกุล อาชีพ สวนยางกี่ไร่ และถามว่าต้องการรถยี่ห้อ รุ่นอะไร ราคาเท่าใด
นายบุญมา กล่าวต่อว่า เหยื่อผู้เสียหายก็จะตอบตามสคริปต์ที่แก๊งมิจฉาชีพเขียนใส่กระดาษไว้ให้ ทุกคนจะตอบคล้ายๆ กัน โดยสวนยางพาราต้องระบุว่ามีมากกว่า 30 ไร่ หลังจากที่ทำเคสผ่านพนักงานของบริษัทดังกล่าว ก็จะพาไปถ่ายรูปยืนคู่กับรถจักรยานยนต์ในบริษัท เเละบอกว่าเสร็จแล้วให้กลับบ้านได้ โดยจะไม่ได้รับรถจักรยานยนต์กลับบ้านไปด้วยแต่อย่างใด เมื่อเดินออกมาจากประตูหน้าบริษัทฯ แก๊งมิจฉาชีพก็จะจ่ายเงินให้คนละ 4,000-5,000 บาทพร้อมกับขอเครื่องโทรศัพท์คืน หลังจากนั้นก็พาขึ้นรถกลับบ้าน
ประธานสภาทนายความจังหวัดบึงกาฬ กล่าวอีกว่า ในระหว่างทางก็กำชับว่า “หากได้รับเอกสารทวงถามหนี้ก็ไม่ต้องสนใจ ให้ทำลายทิ้งได้เลย หากถูกฟ้องเป็นคดีก็ไม่ต้องไปศาล เพราะบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถ จะเป็นคนรับผิดชอบและเคยทำในลักษณะนี้มาหลายรายแล้ว แต่จะเสียเครดิตประมาณ 6 เดือนเท่านั้น” เรื่องทั้งหมดก็จบโดยไม่มีปัญหาใดๆ แต่ต่อมา บริษัทไฟแนนซ์ที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถ จยย.ได้ยื่นฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเหยื่อในข้อหาผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยเรียกค่าเสียหายประมาณรายละ 100,000-140,000 บาท เป็นจำนวนหลายรายแล้ว
...
นายบุญมา กล่าวด้วยว่า ทางกลุ่มผู้เสียหายจึงมาขอความช่วยเหลือจากสภาทนายความจังหวัดบึงกาฬ เพื่อต่อสู้คดีแพ่งในส่วนที่บริษัทไฟแนนซ์ฯ คู่กรณี ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ส่วนคดีอาญานั้น ทางผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างตัวเป็นนายหน้า ที่พาไปทำยอดขายหรือทำเคส ที่ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในจังหวัดบึงกาฬกว่า 100 ล้านบาท หากท่านใดถูกหลอกลวงเช่นนี้ และยังไม่ไปแจ้งความเป็นหนึ่งในผู้เสียหายก็ให้ประสานไปยังสภาทนายความจังหวัดบึงกาฬ หรือจะติดต่อโดยตรงได้ที่ตนก็ได้ โทร.08-1954-2817 เพื่อหาทางช่วยเหลือต่อไป.