เผย น้องปูนิ่ม ถูกหลอกมาตั้งแต่แรก ผู้ชายมีเมียอยู่แล้ว มีลูก 2 คน ฝ่ายหญิงรู้ตัวก็ตั้งท้องแล้ว เคยพาลูกหนีกลับบ้านที่กาฬสินธุ์ แต่ถูกขู่ฆ่าจนต้องกลับมาอยู่ด้วย ล่าสุดจับได้กลับไปอยู่กับเมียเก่า จนได้ลูกเพิ่มอีก 1 คน ทั้งที่บอกว่าเลิกแล้ว
วันที่ 22 มิ.ย. จากการสอบถามญาติของ น.ส.พิมชฎาพร ภูแย้มไสย์ หรือ "ปูนิ่ม" อายุ 30 ปี หลังจาก ร.ต.อ.ทรงกลด บุญส่ง รองสว.(สืบสวน) สน.วังทองหลาง หรือ"ผู้กองบอย" แฟนหนุ่มยอมรับว่า ปูนิ่ม ไม่ได้ฆ่าตัวตายอย่างที่ให้การตอนแรก แต่อ้างว่าทะเลาะและมีการแย่งปืน ทำให้ปืนลั่นกระสุนถูกศีรษะจนเสียชีวิต
ทั้งนี้ ญาติผู้ตายยืนยันว่า สาเหตุมาจากเรื่องที่ผู้กองบอยนั้นมีภรรยาอยู่แล้ว แต่งงานกับหญิงคนหนึ่ง มีการจัดงานผูกข้อไม้ข้อมือ และมีลูกด้วยกัน 2 คน แต่กลับมาคบหากับปูนิ่ม จนตั้งครรภ์ ก่อนที่ฝ่ายหญิงมารู้ความจริงว่า ผู้กองบอยมีครอบครัวแล้ว ซึ่งญาติบอกว่า ตอนนั้นปูนิ่มเสียใจมาก แต่ไม่เคยคิดฆ่าตัวตาย และประคบประหงมลูกในท้องจนคลอดเองที่บันไดแฟลตที่พักของสามี
กระทั่งลูกโต ก็ทะเลาะกันบ่อยครั้ง ถูกสามีเอาปืนจี้หัว ทำร้ายจนสลบ ก่อนพาลูกหนีไปอยู่บ้านแม่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์
"ผู้กองบอยก็โทรศัพท์ไปขู่ว่า ถ้าไม่พาลูกกลับมาจะตามไปฆ่ายกครัว ออกจากคุกเมื่อไรจะเลี้ยงลูกเอง โดยผู้กองบอย อ้างว่า เลิกกับภรรยาแล้ว จากนั้นจึงกลับมาดีกัน แต่ก็ไลน์คุยกับญาติตลอดว่า ไม่ไว้ใจสามี เพราะเป็นคนอารมณ์ร้อน และไม่ค่อยถูกกับแม่สามี แต่ทนอยู่ด้วยเพราะสงสารลูก" ญาติระบุ
อย่างไรก็ตาม ระยะหลังพบว่า ผู้กองบอยยังไปหาภรรยาคนแรกจนมีลูกคนที่ 3 ด้วยกันวัย 4 เดือน ทำให้มีปัญหากัน ระหว่างภรรยาคนแรก และปู่นิ่ม จนต้องพาไปเคลียร์กันที่สถานีตำรวจ
...
กระทั่งล่าสุด ภรรยาคนแรกของผู้กองบอยได้เดินทางมาที่กรุงเทพฯกับลูก มาทำธุระเรื่องเรียนของลูก และติดต่อกับครอบครัวของผู้กองบอย ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ผู้กองบอยไม่อยู่บ้าน 4 วัน คาดว่าจะอยู่กับภรรยาคนแรก ปูนิ่มรู้จึงทะเลาะกัน ก่อนจะเกิดเหตุขึ้น
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้คุยกับเพื่อนของ ปูนิ่ม สมัยเคยทำงานเป็นพริตตี้ด้วยกัน บอกว่า มั่นใจตั้งแต่แรกแล้วว่า ปูนิ่ม ไม่ได้ฆ่าตัวตายแน่นอน เพราะ ปูนิ่มเป็นคนร่าเริง ขยันทำงานหาเงินส่งให้ทางบ้าน และเลี้ยงลูก ยังเคยบอกว่า การฆ่าตัวตายเป็นเรื่องปัญญาอ่อน แต่ระยะหลังตั้งแต่อยู่กินกับตำรวจคนนี้ก็ไม่ได้คุยกัน และส่วนใหญ่จะคุยกันทางเพจขายของปูนิ่ม จึงไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรกัน
ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.ธีระพงษ์ วงษ์รัฐพิทักษ์ ผบก.น.4 พ.ต.อ.สิทธิชัย ศรีโสถาเจริญรัตน์ รอง ผบก.น.4 พ.ต.อ.รุ่งสกุล บุญกระพือ ผกก.สน.ลาดพร้าว พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลาดพร้าว นำเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ภายหลัง ร.ต.อ.ทรงกลด รับสารภาพเป็นผู้ทำให้ภรรยาเสียชีวิต
พล.ต.ต.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ในช่วงที่สอบถามข้อมูล ผู้ต้องหาร้องไห้ ขณะที่รับสารภาพว่า ภรรยานั้นไม่ได้ฆ่าตัวตาย ตนเป็นคนที่ทำให้ภรรยาเสียชีวิตจริง ส่วนสาเหตุมาจากทะเลาะกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ฝ่ายชายมีภรรยา 1 คน แล้วก็มีลูกด้วยกัน จากนั้นก็มาคบหากับผู้ตาย และมีลูกด้วยกันอีก 1 คน ซึ่งในระหว่างนี้ฝ่ายชายก็ไม่ได้เลิกรากับภรรยาคนแรกอย่างเด็ดขาด กลับไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งจนมีลูกอีก 1 คน อายุประมาณ 4 เดือน และทั้งสองฝ่ายมีการโพสต์เฟซบุ๊กพาดพิงถึงกันและกัน
พล.ต.ต.ธีระพงษ์ กล่าวอีกว่า ปัญหานี้เกิดมานานนับปี สะสมมาเรื่อยๆ จนมีปากเสียงกันมาตลอด กระทั่งวันเกิดเหตุ หลังจากที่ฝ่ายชายออกเวรมา ก็นั่งดื่มสุราอยู่ชั้นล่าง และผู้ตายเดินลงมา แล้วทะเลาะมีปากเสียงกัน หลังจากนั้นผู้ตายก็ขึ้นไปนอนข้างบนแต่ฝ่ายชายตามมาง้อ และขอหลับนอนด้วย แต่ฝ่ายหญิงไม่ยอม เดินหนีมานอนข้างล่าง ด้วยความโมโห ฝ่ายชายจึงเดินตามลงมา โดยมีการหยิบปืนมาด้วยแต่คิดว่าปืนไม่มีลูก กระทั่ง มีการยื้อแย่งกัน จนเกิดปืนลั่น ทำให้ฝ่ายหญิงเสียชีวิต
ผบก.น. 4 กล่าวอีกว่า หลังจากที่เกิดเหตุ ฝ่ายชายได้โทรให้แม่มาหา แล้วก็มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายตาม ส่วนปืนที่เป็นอาวุธในการก่อเหตุ ผู้ต้องหาได้มีการเอาปืนมากดล็อกเซฟอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ปืนลั่น และเอามาวางไว้ในที่เกิดเหตุ
"จากการตรวจสอบมีเขม่าปืนอยู่ที่มือขวาของทั้งคู่ และกระสุนเข้าที่ขมับซ้าย เฉียงไป 85 องศา ประกอบกับฝ่ายหญิงถนัดมือขวา จึงเป็นไปไม่ได้ฝ่ายหญิงจะฆ่าตัวตาย"