ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ศาลเล็งใช้วิธีการใหม่ ติดกำไลEM กักตัวผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบ้าน

    ไทยรัฐออนไลน์10 เม.ย. 2563 19:34 น.
    SHARE

    "เลขาฯศาลยุติธรรม" เผยสถิติคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ช่วง 7 วัน “เคอร์ฟิว” กว่า 5 พันคดี ตัดสินเสร็จ 4.8 พันคดี ลั่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด แต่ไม่ละเลยสิทธิเสรีภาพของจำเลย เล็งใช้วิธีการใหม่ ติดกำไลEM กักในบ้าน

    เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 10 เม.ย.63 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติคดีความผิดตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวภายหลังรัฐบาลประกาศเคอร์ฟิว ห้ามบุคคลใดออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. โดยไม่มีความจำเป็น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 เม.ย.63 ที่ผ่านมา เพื่อลดการสัญจรของ พี่น้องประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่หรือโควิด-19 ในส่วนของภาพรวมสถิติคดีสะสมภายหลังประกาศเคอร์ฟิว 7 วัน (3 – 9 เมษายน 2563) ในกลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง มีจำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา ทั้งหมด 5,071 คดีพิพากษาแล้วเสร็จ ทั้งหมด 4,830 คดี (คิดเป็นร้อยละ 95.19)

    ข้อหาที่มีการกระทำความผิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำนวน 5,504 คน เป็นสัญชาติไทย 5,197 คน เเละสัญชาติอื่น 307 คน ในความผิดพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีจำนวน 40 คน สัญชาติไทย 35 คน สัญชาติอื่น 5 คน เเละความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 1 คนเป็น สัญชาติไทย

    สำหรับจังหวัดที่มีผู้กระทำความผิด สูงสุด 3 อันดับ ในความผิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548
    อันดับ 1 จังหวัด กรุงเทพมหานคร จำนวน 334 คน อันดับ 2 จังหวัด ปทุมธานี จำนวน 303 คน อันดับ 3 จังหวัด ภูเก็ต จำนวน 255 คน

    ส่วนความผิด พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 อันดับ 1 จังหวัด ชลบุรี จำนวน 19 คน อันดับ 2 จังหวัด สมุทรสาคร จำนวน 11 คน อันดับ 3 จังหวัด บุรีรัมย์ จำนวน 3 คน

    พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 อันดับ 1 จังหวัด นราธิวาส จำนวน 1 คน
       
    สำหรับกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว

    1. จำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 322 คำร้อง เป็นข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุมฐานผิดพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 จำนวน 326 คน สัญชาติไทย 315 คน สัญชาติอื่น 11 คน) ความผิดฐาน พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 จำนวน 3 คน สัญชาติไทย 3 คน สัญชาติอื่น ไม่มี มีผลการตรวจสอบการจับ จำนวน 331 คน ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 329 คน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 2 คน

    นายสราวุธ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นั้น แม้ว่าศาลจะคำนึงถึงสถานการณ์ความปลอดภัยสาธารณะในช่วงนี้ แต่ก็ไม่ละเลยสิทธิและเสรีภาพของจำเลย ศาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างถึงที่สุด หรืออาจจะกักขังในเคหะสถานโดยติดกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เพื่อกำกับและติดตามความประพฤติตามคำสั่งศาล

    ซึ่งที่ผ่านมา ส่วนควบคุมการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของบุคคลผู้ได้รับการปล่อยชั่วคราวโดยศาล หรือ “ศูนย์ EM” ได้มีการจัดเวรผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ช่วงเวลากลางคืนทำการตรวจสอบผู้สวมใส่กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) และได้ตรวจสอบพบว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 5 – 9 เมษายน 2563 เวลา 22.00 - 4.00 น. มีผู้สวมใส่กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ใช้ความเร็วในการเคลื่อนไหวเกิน 40 กิโลเมตร/ชั่วโมง จำนวนทั้งสิ้น 143 คน ซึ่งหากพบว่ามีกรณีที่น่าจะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาล ต้องเรียกมาไต่สวน จึงอยากย้ำเตือนให้เคารพกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่วงที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และในสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งทุกคนต้องร่วมมือกันในการช่วยลดเชื้อเพื่อหยุดโรค.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    พรก.ฉุกเฉินฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฝ่าฝืนเคอร์ฟิวกำไลEMกำไลข้อเท้าศาลยุติธรรมข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้