“อัจฉริยะ” พาสาวเจ้าของคลินิกขึ้นโรงพักหัวหมาก แจ้งความเอาผิด ภรรยา "พระเอกคนดัง" หลอกขายหน้ากากอนามัย สูญเสียเงินกว่า 9 แสนบาท

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 30 มี.ค. ที่ สน.หัวหมาก นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม น.ส.พร (นามสมมติ) อายุ 35 ปี เจ้าของสหคลินิกแห่งหนึ่งย่านมีนบุรี เข้าพบ พ.ต.ท.นพพร ศรีสุชาติ รอง ผกก.(สอบสวน) เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานฉ้อโกงกับ น.ส.กนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ หรือ ติ๊ก บิ๊กบราเธอร์ ภรรยา ศรราม เทพพิทักษ์ ดารานักแสดงชื่อดัง หลังสั่งซื้อหน้ากากอนามัยกว่า 2 แสนชิ้น แต่กลับไม่ได้ของ สูญเสียเงินกว่า 9 แสนบาท พร้อมนำหลักฐานการสนทนาทางไลน์ สลิปการโอนเงิน คลิปเสียง มามอบให้เป็นหลักฐาน

น.ส.พร กล่าวว่า ตนเป็นเจ้าของคลินิกตรวจสุขภาพย่านมีนบุรี จึงมีความต้องการหน้ากากมาใช้ส่วนตัว และแพทย์พยาบาลใช้ในการตรวจผู้ป่วย โดยตนได้รู้จักกับภรรยาของพระเอกหนุ่มคนดังกล่าว ผ่านทางไลน์ที่มีเพื่อนแนะนำมา ว่าสามารถสั่งนำเข้าจากต่างประเทศได้ ตนจึงติดต่อสั่งซื้อหน้ากากอนามัยโดยนำเข้านั้นมาจากเวียดนาม ยี่ห้อ 3 เอ็ม ในราคาชิ้นละ 9.50 บาท จำนวน 2 แสนชิ้น เป็นเงิน 1,800,000 บาท จากนั้นได้มีการตกลงกันทางไลน์แล้ว อีกฝ่ายบอกว่าต้องจ่ายค่ามัดจำครึ่งหนึ่งก่อนเป็นเงิน 900,000 บาท ลักษณะเป็นเงินมัดจำ โดยตนสั่งซื้อไปเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา และจะไดรับของภายในวันที่ 13 มี.ค. ตนจึงโอนเงินมัดจำก้อนแรก 400,000 บาท จากนั้นทยอยโอนเงินให้ทั้งหมดรวม 6 ครั้ง 900,000 บาท ทั้งนี้ที่ตนตัดสินใจสั่งซื้อกับ น.ส.ติ๊ก เนื่องจากเป็นคนมีชื่อเสียง มีวันเวลากำหนดรับสินค้าที่แน่นอน อีกทั้งมีการระบุให้รับของได้ที่บ้านของ นายศรราม เทพพิทักษ์ โดยตรง ทำให้ตนเชื่อมันยิ่งขึ้นว่าไม่น่าจะถูกหลอก

...

น.ส.พร กล่าวอีกว่า พอถึงวันที่ 13 มี.ค.จริง กลับปรากฏว่าตนไม่ได้รับของตามกำหนดนัดหมาย ตนพยายามติดต่อทางไลน์ แต่อีกฝ่ายก็บ่ายเบี่ยงมาตลอดยกเหตุผลปัญหาต่างๆ อาทิ ทำไม่ครบเงื่อนไขในการสั่งซื้อ ให้รอไปก่อน หรือไม่ก็สั่งซื้อด้วยชื่อตนเอง ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามรอ แต่ก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น วันนี้ไม่อยากได้ของแล้ว ขอส่วนที่ตนเองเสียไปคืนมาเท่านั้น แต่กลับตกลงกันไม่ได้ จึงตัดสินใจรวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดังกล่าว

ด้าน พ.ต.ท.นพพร กล่าวว่า เบื้องต้นจะทำการสอบปากคำผู้กล่าวโทษไว้ก่อนในเบื้องต้น จากนั้นจะตรวจสอบรายละเอียดของหลักฐานที่นำมามอบให้ และต้องมาดูว่าจะแจ้งข้อหาฉ้อโกง ตามที่ผู้เสียหาร้องได้หรือไม่ ส่วนนี้ต้องมาดูว่าผู้ถูกร้องมีหลักฐานรายละเอียดการติดต่อซื้อหน้ากากอนามัยจริงหรือไม่ หากมีหลักฐานการสั่งซื้อ แต่เกิดขัดข้องการส่งสินค้าล่าช้าเอง จะเป็นความผิดทางแพ่ง แต่ถ้าไม่มีหลักฐานติดต่อซื้อหน้ากากจริง ถึงจะเข้าข่ายความผิดฉ้อโกง

ทั้งนี้ ต้องขอเวลาตรวจสอบพยานหลักฐาน รวมถึงทำการสอบปากคำทั้งสองฝ่ายก่อน หากพบมีการกระทำผิดตามที่ผู้ร้องจริงก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป.