นักวิชาการด้านกฎหมายอธิบายปมคนใกล้ชิด ผอ.กอล์ฟ คนร้ายปล้นร้านทองลพบุรี ผิดหรือไม่อยู่ที่พฤติกรรมว่าสนับสนุนให้ทำผิดหรือไม่ และการสอบสวนของ ตร. ส่วนพาเมียไปดูทองไม่ถือว่าดูลาดเลาเมียจึงไม่ผิด

จากเหตุการณ์ของนายประสิทธิชัย เขาแก้ว หรือ ผอ.กอล์ฟ ผู้ต้องหาในคดีฆ่าชิงทองร้านออโรร่า ลพบุรี ทำให้สังคมเกิดข้อสงสัยว่าคนร้ายใช้ชีวิตหรูหราแต่จมไม่ลง และมีหนี้สินมาก จึงจำเป็นต้องชิงทรัพย์นำเงินมาล้างหนี้ เพราะมีความจำเป็นต้องการเงินโดยไม่มีช่องทางอื่น ซึ่งความจำเป็นที่ต้องทำผิดนี้อาจเป็นเหตุให้ "บรรเทาโทษ" นอกจากนี้การที่บิดาของนายกอล์ฟเป็นผู้ให้ยืมปืน แล้วรับปืนคืนไปจะมีความผิดฐานเป็นตัวการ หรือผู้สนับสนุนหรือไม่ และหากข้อเท็จจริงฟังยุติว่า ภรรยาของ ผอ. ไปร่วมดูต้นทางด้วยการทำทีไปซื้อทอง จะถือว่าเป็นตัวการ ผู้สนับสนุนหรือไม่อย่างไร

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าที่ พ.ต.ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง กรรมการเนติบัณฑิตยสภา อาจารย์ผู้บรรยายกฎหมายอาญาหลายสถาบัน อาจารย์พิเศษโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้ความเห็นวันที่ 25 ม.ค.ว่าการกระทำความผิดโดยอ้างว่ามีความจำเป็น ตามกฎหมาย มาตรา 67 มีหลักว่า "ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
(2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ" ต้องกรณีที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้เริ่มก่อเหตุมาก่อน

...


ดังนั้น การชิงทองที่ลพบุรี โดยอ้างว่า มีภาระหนี้สิน เป็นเรื่องที่ตนเป็นผู้ก่อหนี้ขึ้นมาเอง เมื่อมีหนี้ก็ต้องทำมาหากินสุจริต ก้มหน้าก้มตาหาใช้หนี้ไป ไม่ใช่มาชิงทรัพย์ จะอ้างว่าทำเพราะมีหนี้มากไม่ได้มันฟังไม่ขึ้น จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ เช่นเดียวกันกับการยิงเพื่อเปิดทาง ตนเป็นผู้เริ่มทำผิดชิงทรัพย์ เอง จะอ้างว่าจำเป็นต้องยิงเพื่อหนีไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นเหตุให้เพิ่มโทษ และผิดต่อกฎหมายเพิ่มเติมในข้อหาอื่นๆ ได้อีก

ส่วนการที่บิดาให้ยืมปืน หรือพ่อตาให้ยืมรถจักรยานยนต์ฟีโน่ หากบิดารู้ว่าจะเอาไปใช้กระทำความผิด ย่อมเป็นผู้สนับสนุน มีความผิดอาญาด้วย


การรับกลับไป หรือหากมีข้อเท็จจริงปรากฏภายหลัง ว่ามีเจตนาทำลายหลักฐาน เพื่อช่วยผู้กระทำความผิด ก็มีโทษทางอาญาเช่นเดียวกัน แต่หากมีข้อเท็จจริงอื่นปรากฏว่า ร่วมรู้เห็นตั้งแต่ต้น และยังช่วยทำลายหลักฐานด้วย ก็จะเป็นตัวการร่วม โดยอาจถือได้ว่าแบ่งหน้าที่กันทำ คงไม่เป็นเพียงผู้สนับสนุน แต่นี้เป็นเพียงความเห็นทางกฎหมายเท่านั้น ต้องรอดูการสอบสวนของพนักงานสอบสวนก่อน ซึ่งท้ายสุดบิดาหรือพ่อตา อาจไม่มีส่วนผิดเลยก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้าก่อเหตุนายกอล์ฟเดินทางไปที่ร้านทองพร้อมภรรยา ทำให้คนคิดไปว่าพาภรรยาไปดูลาดเลาก่อน ว่า พ.ต.ดร.สมบัติ กล่าวว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการร่วมดูลาดเลา และร่วมวางแผนโดยไปสังเกตการณ์ที่ร้านทองตั้งแต่ต้น ถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นตัวการร่วมกับคนร้ายด้วย แต่ตอนนี้มีข่าวมาว่าภรรยาไม่รู้มาก่อน และพยานบอกว่าวันดังกล่าวภรรยาเป็นฝ่ายรบเร้าให้ซื้อทอง แต่นายกอล์ฟทำยืนเฉยๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่เป็นการร่วมดูลาดเลา ภรรยาก็ไม่มีส่วนร่วมกระทำผิด

...


ส่วนการที่ ผอ.กอล์ฟ พาไปชี้จุดทิ้งทองลงแม่น้ำ ทำให้ตำรวจเสียเวลางม หาทอง 8 ชั่วโมงแต่ไม่เจอ ท้ายสุดไปเจอทองที่บ้าน ผอ.จะมีความผิดท้ายให้การเท็จหรือไม่ ว่าที่พ.ต.ดร.สมบัติ กล่าวว่า ตามปวิอ.มาตรา134 ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็ได้ เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้นแท้ ผอ.จะไม่พูดความจริงก็ไม่เป็นความผิด

ส่วนบิดามารดา ครอบครัวของฝ่ายผู้เสียหายทั้งหมดในคดีต้องการร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามมาตรา 30 หรือ เรียกค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 44/1 เพื่อเรียกร้องให้ยึดทรัพย์สินทางแพ่ง ก็สามารถกระทำได้ เป็นการร้องเข้าไปในคดีหากต้องการคำแนะนำปรึกษา หรือขอความช่วยเหลือทางอรรถคดี ก็สามารถเข้ามาที่สำนักช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภาได้.