"ทนายษิทรา" ให้ปากคำ ป.ป.ช. "คดีไบโอแมทริกซ์-รถตรวจการณ์ไฟฟ้า" 2.1 พันล้าน ยื่นรายชื่อ 13 ตำรวจเป็นพยาน จี้สอบ 4 นายพลบิ๊ก ตร. เรียก "บิ๊กโจ๊ก" คิวต่อไป ให้ข้อมูล 10 ม.ค.นี้
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.62 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนเพื่อประชาชนและสังคม เดินทางเข้าให้ข้อมูลกับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ฐานะผู้ร้อง กรณียื่นเรื่องร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องไบโอแมทริกซ์และรถตรวจการณ์ไฟฟ้า ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) วงเงิน 2,100 ล้านบาท
โดย นายษิทรา กล่าวว่า ตนได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ตั้งแต่ พ.ค.2562 ให้มีการตรวจสอบโครงการไบโอแมทริกซ์ โดย ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งให้ตนเข้าให้ปากคำในวันนี้ พร้อมให้ระบุตัวบุคคลที่ต้องการจะให้สอบสวน ซึ่งตนได้นำเอกสารหลักฐานรายงานการใช้งานเครื่องไบโอแมทริกซ์จากเจ้าหน้าที่ ตม.จังหวัดต่างๆ เช่น เชียงใหม่ ตาก เชียงแสน ชลบุรี ซึ่งทั้งหมดพบว่าระบบมีปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ตามคุณสมบัติที่ระบุไว้ในทีโออาร์ และรายงานปัญหาดังกล่าวไปยังบริษัทคู่สัญญาแต่ไม่ได้มีการแก้ไขใดๆ
นอกจากนี้ในการส่งมอบงานบางงวด เอกชนยังไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนดนัด แต่ สตช.เซ็นตรวจรับงานให้ก่อน เพื่อไม่ให้เอกชนเสียเงินค่าปรับวันละ 5 ล้านบาท รวมถึงกรณีรถตรวจการณ์ไฟฟ้าที่จัดซื้อในราคาคันละ 4 ล้านบาท ที่อาจใช้งานได้ไม่คุ้มค่าและไม่สามารถเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟได้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อาจมีปัญหาสัญญาณอ่อน
"ตนขอให้ ป.ป.ช.เรียกสอบ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.ท.ติณภัทร ภุมรินทร์ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ซึ่งทั้ง 2 คนนี้เกี่ยวข้องในฐานะผู้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว และขอให้สอบ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ในฐานะเป็นผู้ตรวจรับงานโครงการดังกล่าวและเป็นผู้ขยายสัญญาให้กับเอกชน โดยเฉพาะ พล.ต.ต.สุรพงษ์ ซึ่งย้ายมาจากตำรวจภูธรภาค 7 เพื่อมาตรวจรับงานงวดที่ 6 โดยเฉพาะ" นายษิทรา กล่าว
...
นายษิทรา กล่าวต่อว่า ตนยังขอยื่นเอกสารเพิ่มรายชื่อในบัญชีพยานเป็น 13 ปาก เพิ่มเติมจากที่ก่อนหน้านี้มีเพียง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอให้ ป.ป.ช.เรียกมาไต่สวนข้อมูลเพิ่มเติม โดยทั้ง 13 คนประกอบไปด้วยนายตำรวจระดับนายพล 2 คน ระดับนายพัน 10 คน และชั้นประทวน 1 คน โดยทั้งหมดเป็นตำรวจที่เคยเกี่ยวข้องกับการตรวจรับงานโครงการไบโอแมทริกซ์ แต่พบความไม่ชอบมาพากล จึงไม่ได้เซ็นอนุมัติการตรวจรับ และต่อมาตำรวจทั้ง 13 คนถูกย้ายไปประจำการในตำแหน่งอื่น และมีการตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามาตรวจรับแทน
"ตัวอย่างปัญหาการทำงานของเครื่องไบโอแมทริกซ์ในคดีเสี่ยท็อปกำมะลอ หรือ นายธนณัฎฐ์ สิริปิยพร ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ออกมาให้ข่าวว่า เป็นผลงานของเครื่องไบโอแมทริกซ์ แต่จากข้อมูลเชิงลึกที่ผมตรวจสอบ พบว่า ฮ่องกงได้ประสานแจ้งข้อมูลมายังทางการไทยว่า เสี่ยท็อปจะเดินทางกลับในวันดังกล่าว เจ้าหน้าที่เห็นและจำหน้าได้จึงเอาหมายจับไปแสดง ก่อนจะพาเสี่ยท็อปเข้าเครื่องไบโอแมทริกซ์ ซึ่งต้องเดินผ่านเครื่องถึง 3 ครั้ง เครื่องจึงอ่านข้อมูลว่าเป็นเสี่ยท็อป" นายษิทรา กล่าว
โดย นายษิทรา เปิดเผยภายหลังเดินทางเข้าให้ปากคำกับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง ว่า ตนได้เข้าให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ตามที่ได้ยื่นร้องเรียน และยื่นรายชื่อพยานเพิ่มเติม ซึ่งหลังจากนี้ ป.ป.ช.จัดทยอยเรียกสอบปากคำพยาน เริ่มจากวันพรุ่งนี้ (10 ม.ค.) เวลา 09.30 น. พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล จะเข้าให้ปากคำเป็นพยานปากแรก และจะมาพร้อมอดีตรองผู้บัญชาการ สตม.คนที่ไม่ยอมเช็นรับมอบโครงการจนถูกย้าย ส่วนพยานคนอื่นๆ จะทยอยเรียกมาให้ข้อมูลจนครบทั้ง 13 คน
อย่างไรก็ตาม ทราบว่าที่ผ่านมา ป.ป.ช.เรียกเอกสารจากสำนักงานส่งกำลังบำรุง และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไปมากพอสมควรแล้ว โดยสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่สุ่มตรวจการใช้งานเครื่องไบโอแมทริกซ์ ทั้งนี้หากการไต่สวนพบว่ามีมูลก็เชื่อว่า ป.ป.ช.ก็จะเรียกผู้ถูกร้องทั้ง 4 คน รวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาชี้แจง