เจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานอย่างหนักกว่า 4 วัน ในที่สุดสามารถรวบตัวฆาตกรต่อเนื่อง “สมคิด พุ่มพวง” หรือ “แจ็ค เดอะริปเปอร์เมืองไทย” ขณะหลบหนีอยู่บนรถไฟในพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา หลังก่อเหตุฆ่าเหยื่อรายที่ 6 จากการแจ้งเบาะแสของพลเมืองดี
แม้ "สมคิด พุ่มพวง" มีการสวมหมวก แต่งกายมิดชิด ใส่หน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า ก็ไม่สามารถรอดสายตาได้ เพราะรูปภาพฆาตกรโหดบุคคลอันตรายที่ตำรวจต้องการตัวมากๆ ถูกแชร์ต่อๆ ไปทั่วสังคมโซเชียลทำให้ผู้คนทั่วไปจดจำได้ โดยเฉพาะตำหนิรอยแผลเป็นคิ้วซ้ายเห็นได้ชัด
ทันทีที่ “แจ็ค เดอะริปเปอร์เมืองไทย” ถูกจับในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย หลายคนในสังคมสงสัยฆาตกรโหดรายนี้จะโดนลงโทษถึงขั้นประหารชีวิตหรือไม่ หลังเพิ่งถูกลดโทษออกจากเรือนจำมาไม่ถึงปี และก่อเหตุซ้ำ
“ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” พูดคุยกับ "ว่าที่ พ.ต.ดร.สมบัติ วงศ์กำแหง" ประธานคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา ได้ระบุว่า โดยหลักแล้ว “สมคิด พุ่มพวง” ต้องได้รับโทษสูงสุดประหารชีวิต หากมีหลักฐานชัดฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนประวัติพฤติการณ์เคยกระทำความผิดมาแล้ว ซึ่งอยู่ในข่ายที่ศาลจะพิจารณากำหนดอัตราโทษ และเฉพาะคดีนี้ต้องดูหลักฐานว่าชัดเจนอย่างไรเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
...
“ตอนนี้กระแสสังคมมองว่าควรให้โอกาสมากน้อยแค่ไหน นำไปประกอบการพิจารณาลงโทษ แต่ดูจากลักษณะการกระทำแล้วไม่มีเหตุต้องลดโทษ ต้องพิจารณาให้สมกับสิ่งที่เขาทำตามกระบวนการหลักฐานที่ต้องชัดเจน ไม่เช่นนั้นแล้วหากมีการรับสารภาพโทษก็จะน้อยลง ต้องอยู่ที่หลักฐานว่าชัดเจนหรือไม่ หากหลักฐานชัดเจนแม้มีการรับสารภาพก็ฟังไม่ขึ้น และเมื่อดูจากพฤติการณ์ที่กระทำก็น่าเชื่อได้ หากไม่ทำผิดจะหนีไปทำไม”
จากมุมมองส่วนตัวเห็นว่า หากหลักฐานทุกอย่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจชัดเจน อาจเป็นไปได้ที่อยู่ในเกณฑ์โทษสูงสุด แต่กฎหมายในปัจจุบันให้โอกาสลดโทษอาจจำคุกตลอดชีวิต ไม่เหมือนในอดีตมีการลงโทษแบบ "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" แม้กระแสสังคมมองว่าหากเคยกระทำผิด แล้วมากระทำผิดซ้ำอีก ก็ไม่ควรให้โอกาสอีกต่อไป และจากเคสนี้ในกรณีลดโทษ “สมคิด พุ่มพวง” ขณะจำคุกควรพิจารณาจากข้อหาว่าหนักเบาอย่างไร ซึ่งคดีฆ่าผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง ควรดูพฤติการณ์จะเข้าเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งอาจต้องมีการทบทวนในอนาคต.