"อธิบดีกรมราชทัณฑ์" ปัดนิ่งเฉย ตั้ง กก.ติดตามปรับปรุงกฎหมายลดโทษผู้ต้องขังคดีอุกฉกรรจ์ หนุนใช้กำไล EM แต่ติงจำนวนน้อย ยอมรับบกพร่องผิดพลาดกลั่นกรองปล่อย "สมคิด" โบ้ยกฎหมายโบราณ สั่งเข้มมาตรการกลั่นกรองมากขึ้น   

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.62 ที่กรมราชทัณฑ์ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์ดูแลผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า 370,000 คน และการพิจารณาผู้ต้องขังที่จะได้รับอิสรภาพไป มีอยู่ 3 ประเภท 1. พ้นโทษตามคำพิพากษาของศาล ภาษาราชทัณฑ์คือปล่อยตามป้าย คือได้รับโทษมาจนครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลจะได้รับการปล่อยตัวไป 2. การพักการลงโทษ มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกพักการลงโทษแบบปกติ คือ ได้รับจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 เหลือโทษอีก 1 ใน 3 แต่การพักโทษจะมีเงื่อนไข ต้องไปรายงานตัวกับเจ้าพนักงานคุมประพฤติ เดือนละ 1 ครั้งจนครบกำหนดโทษที่เหลือ อีกลักษณะคือพักโทษกรณีพิเศษ คือรับโทษมาแล้ว 1 ใน 3 โดยคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ ที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธานพิจารณา ผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ต้องเป็นผู้เจ็บป่วยร้ายแรง เจ็บป่วยเรื้อรัง ที่มีอาการป่วยขั้นสุดท้าย และผู้สูงอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ให้กลับไปรักษาตัวอยู่กับครอบครัว ตามหลักมนุษยธรรม และ 3. ลดโทษ แบ่งผู้ต้องขังเป็น 6 ชั้น 1. ชั้นเลวมากหรือชั้นต้องปรับปรุงมาก 2. ชั้นเลวหรือชั้นต้องปรับปรุง 3. ชั้นกลาง 4. ชั้นดี 5. ชั้นดีมาก และ 6. ชั้นเยี่ยม โดยผู้ต้องขังเข้าใหม่จะอยู่ที่ชั้นกลาง หากประพฤติตัวดีเลื่อนเป็นชั้นดี ชั้นดีมาก และชั้นเยี่ยม เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ต้องขังให้อยู่ในระเบียบวินัย และยอมอบรมและพัฒนาตัวเองระหว่างอยู่ในเรือนจำ ในทางตรงข้ามหากผู้ต้องขังประพฤติตัวไม่ดี จะลดไปชั้นเลวและเลวมากตามลำดับ จะมีผลต่อการบริหารโทษตามกฎหมาย หากเป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยม

...

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวต่อว่า ต้องเรียนว่าในกรณีของ "นายสมคิด พุ่มพวง" อดีตผู้ต้องขังที่เพิ่งจะพ้นโทษไปกลางปี 62 นั้น ไปก่อเหตุสะเทือนขวัญอีก ตนในฐานะผู้นำหน่วยของกรมราชทัณฑ์ ต้องขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิต และขอโทษสังคมที่กรมราชทัณฑ์ไม่สามารถแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยของนายสมคิดให้กลับมาเป็นคนดีได้ แต่ต้องเข้าใจว่านายสมคิดได้รับการลงโทษ และได้รับการลดโทษตามกระบวนการกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องทุกประการ ซึ่งขณะก่อเหตุล่าสุดเป็นการก่อเหตุภายนอกเรือนจำ หลังจากพ้นโทษไปแล้ว ซึ่งการพ้นโทษตามกำหนด ไม่ได้มีกลไกในการติดตามตัว ทำได้เพียงประสานสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมในกรณีพิเศษ เช่น ผู้ต้องหาคดีร้ายแรงหรือมือปืนรับจ้างเท่านั้น แตกต่างจากผู้ต้องขังที่ได้รับพักโทษ และยังเหลือโทษอีก 1 ใน 3 ยังต้องมารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่คุมประพฤติตามขั้นตอน ทางกรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งกรรมการ 1 ชุด คอยพิจารณากลั่นกรองไปตรวจสอบดูว่า เคสนายสมคิดจะมีการแก้ปัญหาอย่างไรในการร่างกฎหมาย ในการพิจารณาลดโทษผู้ต้องขังที่ก่อเหตุซ้ำซ้อนซ้ำซาก ในข้อหารุนแรงอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ให้ได้รับการพักโทษหรือลดโทษออกมานอกเรือนจำก่อนเวลาอันควร

"การติดกำไรคุมประพฤติ หรือ EM ที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้แนวนโยบาย ซึ่งเป็นนวัฒกรรมใหม่ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยที่ใช้มา มี 3 มิติ คือ มิติที่ 1. วิธีที่ศาลยุติธรรมใช้ EM ประกอบการปล่อยตัวชั่วคราว กับผู้กระทำความผิดหรือจำเลย ในได้รับการประกันตัวออกมาทำงานและเรียนหนังสือชั่วคราวระหว่างมีการพิจารณาคดี มิติที่ 2. ใช้ EM ประกอบพักการลงโทษของกรมราชทัณฑ์ ที่อนุกรรมการพักการลงโทษจะพิจารณาติด EM ในกรณีเสี่ยงที่ผู้ต้องขังจะหลบหนี หรือแต่อุปกรณ์ EM เป็นของกรมคุมประพฤติ และศาลยุติธรรม ซึ่ง EM ยังมีจำนวนน้อยมาก ไม่สามารถนำมาใช้ทั่วถึงและแพร่หลายได้ และมิติที่ 3. ศาลยุติธรรมใช้ในการลงโทษผู้เมาแล้วขับรถ มีโทษจำคุกและรอลงอาญา โดยมีเงื่อนไขให้ติด EM ส่วนตัวติดว่าใช้การได้ดีแต่ปัญหา คือ EM ยังมีจำนวนน้อยมาก ส่วนกรณีที่มีปัญหา คือ ผู้ต้องขัง-ผู้ต้องหาในคดีอาญารับโทษสิ้นสุดหรือพ้นโทษได้รับการปล่อยตัวไปแล้วตามรัฐธรรมนูญ ก็จะดำรงสถานะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้พ้นโทษหลายรายพ้นโทษออกจากเรือนจำไปก็กลับไปใช้ชีวิตเป็นพลเมืองดี แต่เคสนายสมคิดนั้น ตนยอมรับว่าน่าจะเกิดจากความบกพร่องผิดพลาดในการกลั่นกรอง ซึ่งเป็นระบบทางกฎหมายที่ใช้มานาน ประกอบกับมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวของในการร่างกฎหมายดังกล่าว คงต้องมีมาตรการเพิ่มความเข้มข้นในการกลั่นกรองบุคคลเหล่านี้มากขึ้น" พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง "จับสมคิด พุ่มพวง"