บิ๊กโจ๊ก ฟิตจับ 4 คดีรวด ล็อกเกาหลีหนีหมายจับอินเตอร์โพล มาเฟียรัสเซีย

ข่าว

    บิ๊กโจ๊ก ฟิตจับ 4 คดีรวด ล็อกเกาหลีหนีหมายจับอินเตอร์โพล มาเฟียรัสเซีย

    ไทยรัฐออนไลน์

    22 มี.ค. 2562 15:08 น.

    บิ๊กโจ๊ก’ แถลงข่าวโชว์ฝ่ายสืบสวนระดมกวาดล้างอาชญากรข้ามชาติรายสำคัญ หนีเข้ามากบดานในเมืองไทยหลายคดี ทั้งปลอมพาสปอร์ต เกาหลีหนีหมายจับแดงอินเตอร์โพล มาเฟียโหดชาวรัสเซีย และแก๊งเงินดำ

    เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 มี.ค.62 ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. แถลงจับกุมผู้ต้องหา 4 คดีสำคัญ โดยคดีแรกจับกุม นายบรู๊ซ แมคอินทายน์ (Mr.Bruce Mcintire) ชาวอเมริกัน อายุ 67 ปี หลังจากสวมรอยใช้ข้อมูลของบุคคลอื่นทำหนังสือเดินทางหลบหนีคดียาเสพติดมานานกว่า 25 ปี

    พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ได้รับการประสานข้อมูลจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยว่ามีบุคคลชาวอเมริกัน ใช้ชื่อนายโทมัส (Mr.THOMAS) ชาวอเมริกัน ยื่นทำหนังสือเดินทางของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกหนังสือเดินทางไปแล้ว และมีข้อมูลว่าบุคคลดังกล่าวน่าจะอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทั่งฝ่ายสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหาได้พักอาศัยอยู่ใน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ จึงนำกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์จนสามารถจับกุมได้ที่แมนชั่นแห่งหนึ่งในที่สุด ก่อนนำตัวมาสอบปากคำที่ สตม.

    จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตนเองชื่อนายบรู๊ซ แมคอินทายน์ แล้วสวมชื่อนายโทมัส มานานกว่า 25 ปี ซึ่งได้ข้อมูลมาจากแก๊งชาวไนรีเจีย รับทำเอกสารปลอมในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำไปยื่นต่อกงสุลประเทศสหรัฐอเมริกา จนได้หนังสือเดินทางชื่อนายโทมัส สาเหตุที่ต้องใช้ชื่อบุคคลอื่นเพราะตนมีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดติดตัว เบื้องต้นได้นำตัวส่งกลับไปตรวจสอบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาดำเนินคดีต่อไป

    คดีที่ 2 จับกุม จับกุมนายคิม คยุง ซู อายุ 36 ปี ชาวเกาหลีใต้ ผู้ต้องหาตามหมายจับ red notice ของ interpol เลขที่ A-2887/3-2019 ข้อหาก่ออาชญากรรมทางการเงิน หลอกลวงให้ผู้เสียหายลงทุนในตลาดหุ้น มูลค่าความเสียหาย 4,200 ล้านวอน หรือประมาณ 120 ล้านบาท จับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม.

    พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ได้รับการประสานมาจากสำนักงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลีใต้ว่า นายคิม คยุง ซู เข้ามาพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย จากนั้นได้ทำการตรวจสอบในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่ปรากฏข้อมูลว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทย จึงเชื่อว่าน่าจะหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จึงทำการสืบหาข้อมูลทางเทคนิคจนทราบว่าคนร้ายหลบซ่อนตัวอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ย่านถนนสาทรใต้ จึงนำกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์จนพบชายคนดังกล่าว

    เมื่อเข้าไปสอบถามคนร้ายไม่สามารถแสดงหลักฐานหนังสือเดินทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบได้ ก่อนรับสารภาพว่าได้หลบหนีคดีจากประเทศเกาหลีใต้โดยทางเรือข้ามทะเลมาขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนาม และเดินทางหลบหนีเข้าเมืองด้วยช่องทางธรรมชาติจากประเทศกัมพูชามายังประเทศไทย เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว

    เบื้องต้นแจ้งหาข้อเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวดำเนินคดีก่อนผลักดันส่งตัวกลับประเทศตามกฎหมายต่อไป

    คดีที่ 3 จับกุมนายอีกอร์ ทริเทียคอฟ ชาวรัสเซีย อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นที่ต้องการตัวของทางการรัสเซีย เนื่องจากเป็นบุคคลอันตราย ก่อเหตุกระทำความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ข่มขู่ รีดไถ ที่ประเทศรัสเซียหลายคดี หลังก่อเหตุได้หลบหนีเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว

    ต่อมาได้รับแจ้งจากสายลับว่า นายอีกอร์ ได้พักอาศัยอยู่ที่อพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ฉลอง อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต จึงได้เดินทางไปปตรวจสอบพบชายต่างชาติมีตำหนิรูปพรรณตรงกันเข้าตรวจสอบแล้วควบคุมตัวไว้ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถือว่าเข้าข่ายมีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุขหรือความปลอดภัยของประชาชนหรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ จึงได้ทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและดำเนินการผลักดันและส่งตัวกลับประเทศตามกฎหมายต่อไป

    ส่วนคดีที่ 4 จับกุมนายอับดุล คาลัม ซาด ซัตเตอร์ ชาวกายอานา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 70/2562 ลงวันที่ 15 มีนาคม 2562 ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น โดยจับกุมได้ที่เอกกมล แมนชั่น ถ.พังงา ต.ตลาดใหญ่ อ.เมืองภูเก็ต จ.ภูเก็ต

    การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก 14 มีนาคม ที่ผ่านมา ได้มีหญิงไทยเจ้าของโรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งใน จ.ภูเก็ต มาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.ถลาง จ.ภูเก็ต ว่าถูกคนร้ายใช้ไลน์ เฟซบุ๊กปลอม โดยนำรูปชายต่างชาติผิวขาว อ้างว่าเป็นคนอเมริกันทำงานที่ประเทศซีเรีย คุยติดต่อกันจนสนิทสนมและหลอกผู้เสียหายว่าจะส่งตู้เซฟภายในจะมีกระดาษสีดำที่ใช้น้ำยาล้างแล้วจะกลายเป็นธนบัตรสหรัฐฯ มูลค่า 650,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตีเป็นเงินไทยมูลค่าประมาณ 20 ล้านบาท จากต่างประเทศมาที่ประเทศไทย เมื่อได้เงินมาแล้วจะแบ่งเงินให้กับผู้เสียหาย

    โดยหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินให้ก่อน โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าส่งเงินดำมาจากต่างประเทศ และค่าน้ำยาล้างเงินดำ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปให้กับกลุ่มคนร้ายซึ่งเป็นบัญชีที่ต่างประเทศกว่า 10 ครั้ง ยอดเงินรวม ประมาณ 9 ล้านบาท หลังจากนั้นผู้เสียหายไปปรึกษากับเพื่อนจึงเชื่อว่าน่าจะโดนหลอกลวงจึงเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน

    ต่อมาคนร้ายได้ติดต่อมาหาผู้เสียหายอีกครั้งแจ้งว่า จะมีนายอับดุล คาลัม ซาด ซัตเตอร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จะโทรศัพท์หาผู้เสียหายและจะนำเงินดำและนำยาทำความสะอาดเงินมาให้ โดยนัดเจอกันที่ เอกกมล แมนชั่น ผู้เสียหายจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ ก่อนนำกำลังไปเชิญตัวมาที่ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดภูเก็ตเพื่อทำการสอบสวน

    ทั้งนี้จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พบว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุจริง จึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับ ก่อนทำการแจ้งข้อกล่าวหาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ในส่วนกลุ่มของคนร้ายคนอื่นที่เกี่ยวข้องจะได้เร่งสืบสวนจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    บิ๊กโจ๊กตม.อาชญากรข้ามชาติมาเฟียรัสเซียอินเตอร์โพลข่าวทั่วไป

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 05:59 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์