ร้องคดีไม่คืบ ลูกสาว “พ่อเลี้ยงชูชาติ” หอบหลักฐานปึกใหญ่ยื่นอีก 8 พันหุ้นปางช้างแม่สา ล่องหนตกเป็นของคนอื่น แถมถูกตัดสิทธิ์ต่างๆ นานา เผยทุกวันนี้เหมือนเป็นคนนอก แม้แต่งานฝังศพก็ไม่ได้ร่วม

จากคดีการเสียชีวิตของ นายชูชาติ กัลมาพิจิตร อายุ 79 ปี พ่อเลี้ยงพันล้านเจ้าของปางช้างแม่สา อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ที่เสียชีวิตอย่างสงบ โดยระบุว่าเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในเม็ดเลือดขาวในบ้านพักส่วนตัว หลังจากที่ทางญาติได้นำออกจากโรงพยาบาลตามความต้องการของนายชูชาติ ที่ปฏิเสธการรักษา ได้เพียงวันเดียว เมื่อเวลาประมาณ 23.35 น. วันที่ 27 ม.ค.โดยมีการแจ้งไปยังฝ่ายปกครองรับทราบเมื่อวันที่ 30 มกราคม แต่ไม่มีการแจ้งให้กับทางตำรวจ สภ.แม่ริม ทราบแต่อย่างใด

ทำให้นางอัญชลี กัลมาพิจิตร อายุ 51 ปีลูกสาวคนโต เกิดสงสัยในเงื่อนงำบางอย่าง จึงได้แจ้งความตำรวจขออายัดศพตรวจสอบ จนมีการขัดแย้งในหมู่ญาติที่ไม่เห็นด้วย ยืดยื้อกว่า 2 วัน ทางตำรวจต้องใช้ข้อกฎหมายบังคับจนสามารถนำศพมาตรวจผ่าพิสูจน์ที่ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อยู่ภายในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียใหม่ โดยผลเบื้องต้นไม่พบบาดแผลใดๆ ที่จะเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย แต่ต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์อีกครั้ง ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มี.ค.62 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ (บก.ภ.จว.เชียงใหม่) ผู้สื่อข่าวได้พบกับ นางอัญชลี กัลมาพิจิตร อายุ 51 ปี บุตรสาวคนโตของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ที่ได้ทำการร้องขออายัดศพนายชูชาติ เพราะสังสัยเงื่อนงำการเสียชีวิต ซึ่งนางอัญชลี ได้หอบเอกสารปึกใหญ่ เพื่อจะมาติดตามความคืบหน้าในคดี แต่กลับไม่พบนายตำรวจที่จะมายื่นเรื่อง

นางอัญชลี เปิดเผยว่า การมายื่นหนังสือในวันนี้ เป็นเรื่องเพิ่มเติม กรณีหุ้นของตนที่มีอยู่ในบริษัทปางช้างแม่สา จำกัด จำนวน 8,000 หุ้น ในตอนนี้พบว่า ไม่มีเหลืออยู่แม้แต่หุ้นเดียว โดยพบว่าหุ้นของตนทั้งหมดตกไปเป็นของคนอื่น คือภรรยาคนที่ 3 ของพ่อ และที่สำคัญตนไม่มีสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้นในปางช้าง แม้แต่งานฝังศพพ่อแท้ๆ ตนก็ไม่ได้เข้าร่วม และเรื่องการจะเปิดพินัยกรรมของนายชูชาติ ผู้เป็นพ่อก็ยังไม่มีใครแจ้งให้ทราบ

...

“กรณีที่มีกระแสข่าวว่าได้มีการยุติคดีนี้ไปแล้ว เนื่องจากได้มีการตกลงแบ่งพินัยกรรมผลประโยชน์กันลงตัวไปแล้วนั้น ตนขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ เพราะตนได้ร้องขอความเป็นธรรม ทั้งตำรวจภูธรภาค 5 กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และร้องไปยังตำรวจจากส่วนกลางให้มาร่วมในการคลี่คลายคดีนี้ด้วย”

นางอัญชลี เผยต่อว่า ทั้งนี้ ในเรื่องคดีต่างๆ ที่ตนได้เรียกร้องเป็นข้อๆไป ทางตำรวจบอกว่าเรื่องไหนที่ไม่สำคัญก็ขอให้ตัดทิ้งเสีย ซึ่งตนก็แล้วแต่ทางตำรวจที่จะดำเนินการ เพราะในขณะนี้ตนได้ฟ้องทั้งแพ่งและอาญาร่วมด้วย ซึ่งตนก็เฝ้ารอการทำงานของตำรวจ ที่บอกให้ตนรอไปก่อน ทางตำรวจจะทำงานในทุกๆ ด้าน ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าคดีมีความคืบหน้าไปถึงไหน รวมทั้งผลชันสูตรศพพ่อของตน ซึ่งทราบว่าน่าจะออกมาหมดแล้ว แต่ตนก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงใดๆ

“ทุกวันนี้ตนกลายเป็นคนนอก ก็พยายามจะหาหลักฐานต่างๆ ด้วยตนเองต่อไป ก็ขอขอบคุณทางตำรวจที่ช่วยเหลือในการทำความจริงให้ปรากฏ แต่ไม่ทราบว่าจะรอนานเท่าได เพราะยิ่งมีการยื้อเวลานานเท่าใดหลักฐานต่างๆ ก็คงไม่มีเหลือแล้ว โดยเฉพาะทรัพย์สินมีค่าของพ่อถูกโยกย้ายเปลี่ยนถ่ายมือไปเกือบหมดแล้ว แต่ตนเชื่อมั่นว่าจากหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่ตนมีอยู่ก็คงจะได้รับความเป็นธรรมกลับมาบ้าง”

อย่างไรก็ตามในเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปยังผู้เกี่ยวข้องอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ได้รับการปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ โดยแจ้งผ่านมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างรอให้มีการเปิดพินัยกรรมของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ซึ่งได้มีการประกาศผ่านญาติๆ ทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น นัดให้ญาติทุกคนมาร่วมพร้อมกันทุกคน เพื่อเปิดพินัยกรรมของนายชูชาติ กัลมาพิจิตร ว่าใครจะได้รับมากน้อยอย่างไร ส่วนในเรื่องหุ้นต่างๆ นั้นก็มีคำอธิบายหลังจากพินัยกรรมถูกเปิดออกมา.