ตร.ตามจับกะเทยแสบ โดนหมายจับคดีฉ้อโกงหลังก่อคดีหลอกเอาเงินนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นนับร้อยคนรวมความเสียหายหลายสิบล้านบาท เผยปมผูกใจเจ็บหนุ่มยุ่นเลยทำล้างแค้น อีกทั้งโดนแฉเคยติดคุกจึงไม่พอใจ...
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 4 ก.พ. ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พล.ต.ต พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พ.ต.ท.อาริศ คูประสิทธิรัตน์ รองผกก.สายตรวจ พ.ต.ท.นฤวัต พุทธวิโร สว.งานตรวจ 1 แถลงจับกุม นายอุทัย นันทะขันธ์ หรือ ปุ๊ก อายุ 43 ปี ชาวบ้าน ม.2 ต.นาสะอาด อ.สร้างคอม จ.อุดรธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้เลขที่ จ.41/2562 ลงวันที่ 21 มกราคม 2562 และหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.76/2562 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 ข้อหาฉ้อโกงทรัพย์โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น จับกุมได้บริเวณหน้าโรงแรมมิตรภาพเทียร่า ซอยบุญอยู่ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากทางสถานทูตญี่ปุ่น ว่าในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นกว่า 10 คน ถูกชายลักษณะหญิงหลอกตุ๋นเงินได้รับความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ถูกหลอกบริเวณสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีถนนสุขุมวิท และทองหล่อ จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ออกสืบสวนหาข่าวในพื้นที่จนทราบว่าผู้ที่ก่อเหตุดังกล่าวคือ นายอุทัย นันทะขันธ์ อายุ 43 ปี เป็นสาวประเภทสอง ต่อมาเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนก็พบผู้ต้องหารายนี้อยู่ที่บริเวณโรงแรมดังกล่าว จึงแสดงตัวจับกุม
จากการสอบสวนผู้ต้องหา เบื้องต้นให้การรับสารภาพว่า ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวจริง สาเหตุมาจากในช่วงที่ตนนั้นกำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ชั้นปีที่ 2 และได้ไปท่องเที่ยวกับผู้ชายชาวญี่ปุ่นที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จากนั้นถูกหลอกโดยปล่อยให้ตนอยู่ที่โรงแรมคนเดียว และต้องจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด จึงรู้สึกคับแค้นใจ นอกจากนี้ ตนยังเคยถูกจำคุกในคดีดังกล่าวมาแล้ว ภายหลังจากการพ้นโทษได้มีการโพสต์ข้อความและภาพของตน ในลักษณะแจ้งเตือนชาวญี่ปุ่นบ่อยครั้ง แต่ยังมีเหตุการณ์ดังกล่าวอีก ตนจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงกลับมาลงมือก่อเหตุซ้ำอีก
...
พฤติการณ์จะออกตระเวนยามราตรีหาเหยื่อเป็นนักท่องเที่ยวหรือนักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ตามสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ซอยทองหล่อ อโศก สุขุมวิท สีลม ก่อนจะเข้าไปตีสนิทหลอกว่าตนเป็นนักท่องเที่ยวชาวไต้หวันหรือฮ่องกง เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแต่กระเป๋าสตางค์หาย ไม่มีเงินติดตัว ขอให้เหยื่อช่วยติดต่อกับเพื่อนตามหมายเลขโทรศัพท์ แต่เป็นหมายเลขที่ไม่สามารถติดต่อได้ ดังนั้นเมื่อเหยื่อสงสารจะให้เงิน จากนั้นจะออกอุบายไม่รับเงินแต่จะอ้างกับเหยื่อว่าจะติดต่อกับครอบครัวที่ฮ่องกงหรือไต้หวันให้โอนเงินมาให้ และขอใช้บัญชีธนาคารของเหยื่อชาวญี่ปุ่น ซึ่งนายอุทัยได้ใช้วิธีหลอกโอนเงินทางตู้เอทีเอ็ม ว่าเงินได้โอนมาให้เหยื่อแล้วแต่ยังไม่สามารถใช้เงินได้ ต้องรออีก 3-5 วัน ทางเหยื่อชาวญี่ปุ่นก็หลงเชื่อ และได้ให้เงินสดไป แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว กลับไม่มีการโอนเงินเข้ามาในบัญชีเหยื่อแต่อย่างใด
ผบช.สตม.กล่าวว่า จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุในลักษณะดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ผู้เสียหายหลายร้อยคน ได้เงินร่วมหลาย 10 ล้านบาท โดยเงินที่ได้จากการหลอกหลวงในแต่ละครั้งนำไปใช้จ่ายส่วนตัว ไปเที่ยวเตร่ เลี้ยงเด็กผู้ชาย และเล่นการพนันออนไลน์
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบประวัติของผู้ต้องหารายนี้ พบว่า เมื่อปี 2552 ถูกเจ้าหน้าที่ บก.ทท. จับกุมตัวข้อหาเอาไปเสียซึ่งทรัพย์สิน หรือทำให้สูญหายหรือไร้ประโยชน์ซึ่งเอกสารใดของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นนั้น ต่อมาปี 2554 ถูกเจ้าหน้าที่ บก.ทท. จับกุมตัวในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง ปี 2558 ถูกออกหมายจับในคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ 3 หมายจับ ก่อนถูกตำรวจกองปราบปรามจับกุม เพิ่งพ้นโทษออกมาปี 2561 จากนั้นล่าสุดก็ได้กลับมาก่อเหตุอีกครั้งตามหมายจับของศาลอาญากรุงเทพใต้ นอกจากนี้มีข้อมูลร้องเรียนจากทางสถานทูตว่าตั้งแต่ปี 2554-2561 นายอุทัยได้หลอกชาวญี่ปุ่นกว่า 60 รายเป็นเงินกว่า 5,334,000 บาท.