ข่าว
100 year

ตำรวจไทยไล่ล่ามือปาระเบิด ป่วนม็อบ กปปส.กบดานกัมพูชา

ไทยรัฐฉบับพิมพ์23 ธ.ค. 2561 05:01 น.
SHARE

ย้อนกลับไปห้วงหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง แบ่งสีแบ่งฝ่าย มีบุคคลไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์ก่อเหตุรุนแรง มีคนเจ็บล้มตายจำนวนมาก ถือเป็นความสูญเสียที่ไม่น่าเกิดขึ้นในสังคมไทย

ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คนร้ายที่ก่อเหตุล้วนแต่ตกเป็นเครื่องมือถูกว่าจ้าง ปลุกปั่นมาสร้างสถานการณ์รุนแรง เป็นฝีมือคนไทยที่ทำร้ายกันเอง มีชีวิตผู้บริสุทธิ์มารับเคราะห์กรรมความรุนแรงทางการเมือง

ปัญหาเหล่านี้ทำให้ประเทศชาติเดินต่อไปไม่ได้

เหตุนองเลือดจากการชุมนุมประท้วงทางการเมืองเป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาควบคุมสถานการณ์ ทำให้บ้านเมืองสงบเดินหน้าต่อไปได้ ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยเป็นนโยบายแรกที่รัฐบาลแก้ไขให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สั่งให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคม ให้ตำรวจเร่งรัดจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์

ตำรวจเป็นตัวหลักในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม ตำรวจไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่มีส่วนได้เสีย แต่หลายครั้งกลายเป็นเครื่องมือของการเมือง ถูกกล่าวหาว่าสังกัดสีต่างๆ เป็นงานหนักที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มผู้ชุมนุม ยิ่งใกล้ช่วงเลือกตั้ง คสช.ปลดล็อก ทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคต่างๆ สถานการณ์การเมืองยิ่งทวีความร้อนแรง

ตำรวจต้องวางตัวเป็นกลาง เร่งคลี่คลายคดีที่สร้างความสูญเสียให้กับผู้บริสุทธิ์ ไม่ให้คนร้ายกลับมากระทำผิดอีก ล่าสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ รับรายงานว่า นายกฤษดา ไชยแค อายุ 47 ปี มือปาระเบิดใส่ม็อบ กปปส. ในช่วงการชุมนุมเมื่อปี 2557 หลบหนีไปกบดานที่ประเทศกัมพูชา ให้ พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ จตช. และ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.ปส.และหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร. ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับฝ่ายความมั่นคงกัมพูชาในช่วงที่ทำคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และคดีสำคัญหลายคดี ทำให้การติดตามตัวคนร้ายสำคัญได้ง่ายขึ้น

พล.ต.อ.สุชาติ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พ.ต.ท.นฤวัต พุทธิวิโร สว.งานสายตรวจ 1 บก.สปพ. และเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา หน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา จับกุมนายกฤษดา ไชยแค ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ฐาน “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, กระทำให้เกิดการระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สินของผู้อื่น, มีและใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้มีและให้ใช้ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย, มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนและวัตถุระเบิดติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน, ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมชน และฝ่าฝืนประกาศ ข้อกำหนด ที่ห้ามนำอาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิดออกนอกเคหสถาน ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551”

นายกฤษดาเป็นผู้ต้องหาสำคัญที่ปาระเบิดใส่เวทีกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.ที่ชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก หลังก่อเหตุได้หลบหนีกบดานอยู่ที่ประเทศกัมพูชา ชุดสืบสวน ศปอส.ตร.เข้าพบ พล.ท.แซมวันวีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ประสานความร่วมมือติดตามจับกุม ทางการกัมพูชาปูพรมลงพื้นที่สืบสวนตามข้อมูลที่ได้รับการประสานจากตำรวจไทย ผู้ต้องหาทนแรงกดดันไม่ไหว หนีข้ามกลับมาฝั่งไทยถูกจับกุมได้ใกล้ด่าน ตม.สระแก้ว อ.คลองลึก

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ลงพื้นที่สอบปากคำนายกฤษดารับสารภาพว่า ร่วมกับพวกที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ก่อเหตุป่วนก่อความไม่สงบในปี 2557 ก่อเหตุ 2 ครั้ง ครั้งแรกปาระเบิดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หน้า รพ.ราชวิถี มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 20 ราย ครั้งที่ 2 ที่ถนนบรรทัดทอง ปาระเบิดใส่ขบวนของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ก่อนวิ่งหนี โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจระเบิดที่ปาไป ส่งผลให้ใครได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

นายกฤษดารับสารภาพว่า “ไม่รู้สึกผิดที่ทำให้เกิดการเจ็บตายในครั้งแรก หลังก่อเหตุได้หลบหนีไปกบดานยังประเทศกัมพูชาตั้งแต่ปี 2557 มีบุคคลคอยให้ความช่วยเหลือเดือนละ 30,000 บาท โดยไม่ต้องประกอบอาชีพใดๆ พอหนีออกนอกประเทศรู้สึกว่าก่อเหตุร้ายแรง ความเป็นอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านยากลำบาก และห่วงว่าจะถูกไล่เก็บจากพวกเดียวกันเพราะมีค่าหัว 7 แสนบาท เชื่อมั่นว่าประเทศชาติจะพัฒนาได้โดยไม่จำเป็นต้องทะเลาะกัน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.และหัวหน้าชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “การจับกุมนายกฤษดา ไชยแค เป็นคดีปาระเบิดใส่เวทีกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.เมื่อปี 2557 ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 4 ราย จับกุมได้แล้ว 3 ราย เหลือนายกฤษดาที่หลบหนีไปประเทศเพื่อนบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ความสำคัญคนร้ายที่ก่อเหตุความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมือง จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ให้เร่งสืบสวนมารับโทษทางกฎหมาย ตำรวจไทยประสานกับทางการกัมพูชาร่วมกันกดดัน จนนายกฤษดาได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ไทย”

“เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพร่วมกับพวกที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ก่อเหตุปาระเบิดมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หน้า รพ.ราชวิถี จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีก ครั้งที่ 2 ถนนบรรทัดทอง ปาระเบิดใส่ขบวนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. หลังก่อเหตุผู้ต้องหารับว่า ได้หลบหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ปี 2557 โดยมีบุคคลคอยให้ความช่วยเหลือทางเงินเดือน ช่วงหลังเงินที่ส่งมาให้เริ่มเหลือน้อย ไม่พอค่าใช้จ่าย จึงเดินทางเข้ามอบตัวและได้นำตัวฝากขังที่ศาลอาญา”

ผลงานของตำรวจไทยปิดฉากคดีมือปาระเบิดป่วนม็อบ กปปส. ที่หลบหนีออกนอกประเทศกลับมารับโทษตามกฎหมายเป็นอีกคนที่ตกเป็น “เหยื่อ” การเมืองใหญ่ที่ขัดแย้งกันเอง ทั้งที่ไม่ได้ประโยชน์ แต่มาถูกหลอกให้มาทำร้ายเข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง ทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปไม่ได้

ไม่เพียงแต่มือปาระเบิด เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาควบคุมสถานการณ์ชุมนุมต้องเดือดร้อนทำคดีให้กับทุกสีทุกฝ่าย ทุกครั้งที่มีม็อบชุมนุมตำรวจเกี่ยวข้องถูกกล่าวหากลายเป็น “แพะรับบาป” และเป็น “หนังหน้าไฟ” ให้ฝ่ายการเมืองที่หวังเข้ามาหาผลประโยชน์ เป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่รัฐบาล คสช.กำลังแก้ไข

ไม่อยากให้มีคนตกเป็น “เหยื่อ” ความรุนแรงชุมนุมประท้วงทางการเมืองอีก.

ทีมข่าวอาชญากรรม

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ปาระเบิดกลุ่มกปปส.ชุมนุมทางการเมืองแกะรอยรอบสัปดาห์ทีมข่าวอาชญากรรมข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

MOST VIEWED

คุณอาจสนใจข่าวนี้