รวบ3หนุ่มทำร้าย ปล้นทรัพย์ วิศวกรที่ถูกแท็กซี่ชิงทรัพย์ นำมาทิ้งไว้ริมถ.ศรีนครินทร์ ท้องที่สน.ประเวศ รุมยำสาหัสปลดนาฬิกาจีช็อก อ้างหลอน นึกว่าอริเก่าที่เคยเอามีดแทง พบ 1 คน ก่อคดีเกี่ยวกับทรัพย์มา 7 คดี 

จากกรณี นายนรพร พรหมบุตร อายุ 39 ปี วิศวกรยานยนต์ บริษัทรถยนต์ชื่อดัง แจ้งว่า ช่วงเวลา 02.00 น. ของคืนวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เรียกรถแท็กซี่ ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน จากบริเวณหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านเอกมัย พร้อมกับมีอาการเมาสุรา ต่อมาได้ถูกทิ้งไว้ที่ข้างถนนศรีนครินทร์ ในสภาพเลือดโชกเต็มตัว และทรัพย์สินหายได้สูญหายไปทั้งหมด ประกอบด้วย สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท นาฬิกาข้อมือ โทรศัพท์มือถือซัมซุง แว่นสายตา และเงินสดอีก 3,500 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สินที่สูญหายประมาณ 1 แสนบาทเศษนั้น

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 18 ตุลาคม ที่สน.ประเวศ พล.ต.ต.คัชชา ธาตุศาสตร์ รรท.รอง ผบช.น. พร้อมด้วย พ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม ผกก.สน.ประเวศ และตำรวจฝ่ายสืบสวนสน.ประเวศ ร่วมกันแถลงผลจับกุมนายพีรวิชญ์ ปุตตะจินารักษ์ อายุ 24 ปี นายเฉลิมเกียรติ หุ่นน้อย อายุ 22 ปี นายทรงเดช ปุตตะจินรักษ์ อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาคดีร่วมกันปล้นทรัพย์และทำร้ายร่างกาย นายนรพร พรหมบุตร อายุ 39 ปี ผู้เสียหาย โดยคนร้ายได้ปล้นเอาทรัพย์สินเป็นนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อคาสิโอ สีดำ รุ่นจีช็อก จำนวน 1 เรือน ราคา 3,500 บาท กุญแจบ้าน 1 พวง จำนวน 3 ดอก เหตุเกิดที่หน้าร้านถ่ายภาพสปายดิจิตอล ถ.ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2561 เวลา 02.50 น.

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ต.ค.61 เวลาประมาณ 14.20 น. นางพัชราภรณ์ พรหมบุตร อายุ 63 ปี มารดาของนายนรพร มาพบพงส.สน.คลองตัน แจ้งว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. เวลาประมาณ 02.50 น. นายนรพร พรหมบุตร อายุ 39 ปี บุตรชายได้ไปดื่มเหล้าที่ร้านในซอยเอกมัย 10 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เมื่อดื่มเสร็จได้มาขึ้นรถแท็กซี่ สีชมพู ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน จากบริเวณหน้าเฮลแลนด์ ซอยเอกมัย 10 เมื่อขึ้นแท็กซี่ได้หลับไป ก่อนจะรู้สึกตัวอีกครั้งพบว่าโดนทำร้ายร่างกายในรถแท็กซี่ แต่ไม่ทราบจุดเกิดเหตุว่าโดนทำร้ายบริเวณใด ต่อมาได้มาลงรถที่บริเวณ ถ.ศรีนครินทร์ ทั้งนี้ทรัพย์สินที่หายไปประกอบด้วยนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อคาสิโอ สีดำ รุ่นจีช็อก จำนวน 1 เรือน ราคา 3,500 บาท กุญแจบ้าน 1 พวง จำนวน 3 ดอก เงินสด จำนวน 3,700 บาท บัตรประชาชน ใบขับขี่ แว่นสายตา จำนวน 1 อัน ราคา 16,000 บาท โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ ซัมซุง S7 สีดำ จำนวน 1 เครื่อง ราคา 12,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ราคา 20,000 บาท

จากนั้นทางตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ประเวศ ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่านายนรพร ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ได้นั่งมึนเมาอยู่บริเวณริมทางเท้าหน้าร้านถ่ายภาพสปายดิจิตอล ถ.ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ ได้มีชายคนร้าย 3 คน มารุมทำร้าย เจ้าหน้าที่จึงสืบสวนต่อจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้ร่วมกันทำร้ายนายนรพรจริง และได้เอาทรัพย์สินเป็นนาฬิกากับพวงกุญแจ ไปจากผู้เสียหาย โดยหลังจากผู้ต้องหาทั้งสามคนเดินกลับมาจากดื่มสุราได้เดินผ่านมาบริเวณที่เกิดเหตุพบผู้เสียหายนอนอยู่ พบว่าหน้าตาคล้ายคู่อริที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน ซึ่งนายทรงเดชเคยถูกคู่อริแทงเข้าที่บริเวณหน้าอก เมื่อเห็นว่าหน้าคล้ายคู่อริเคยทำร้ายจึงได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายและปล้นเอาทรัพย์สินดังกล่าว

นายพีรวิชญ์ หนึ่งในผู้ต้องหา ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุเดินมาจากตลาดนัดรถไฟศรีนครินทร์ ผ่านหน้าร้านถ่ายรูปที่เกิดเหตุ จากนั้นเพื่อนในกลุ่มได้ชี้ให้ดูนายนรพร ที่อยู่ในสภาพเมาไม่ได้สติ ขณะที่พบนายนรพร พบว่ามีสภาพคล้ายถูกทำร้ายมาก่อนแล้ว โดยหนึ่งในกลุ่มเพื่อนเกิดหลอนคิดว่าเป็นคู่อริที่เคยใช้มีดทำร้าย จึงร่วมกับพวกลงมือก่อเหตุชกต่อยไป 3 ครั้ง และกระทืบ ก่อนจะหยิบถังที่ด้านในมีน้ำมาราดใส่หน้าผู้เสียหาย แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ หลังก่อเหตุได้ชิงเอาพวงกุญแจรถ และถอดนาฬิกาข้อมือหลบหนีไป นอกจากนี้นายพีรวิชญ์ยังรับอีกว่าตนชื่อตง เป็นเพื่อนกับนายธนิต หรือ เต้ ที่ถูกคนร้ายแทงเสียชีวิตที่ซอยประชาสงเคราะห์ 1 กรุงเทพฯ เป็นเหตุให้นายศุภชัย ผู้เป็นพ่อเกิดความเครียดและผิดหวัง จนตัดสินใจกระโดดจากชั้น 8 ของศาลอาญา ตกลงมาร่างกระแทกพื้นเสียชีวิต

พล.ต.ต.คัชชา กล่าวว่า ผู้เสียหายถูกชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกายในรถแท็กซี่และได้มาแจ้งความไว้ที่ สน.คลองตัน โดยรถแท็กซี่ได้จอดทิ้งผู้โดยสารไว้ที่ริมถ.ศรีนครินทร์พื้นที่สน.ประเวศ ตำรวจสน.ประเวศจึงตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดพบภาพคนร้าย 3 คน รุมทำร้ายผู้เสียหายจากนั้นได้ขโมยเอาทรัพย์สินเป็นนาฬิกาข้อมือกับพวงกุญแจไป จากนั้นได้สืบสวนต่อจนกระทั่งจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 คนได้ ส่วนคนขับรถแท็กซี่ที่ผู้เสียหายเชื่อว่าได้ทำร้ายร่างกายและเอาทรัพย์สินไปอยู่ระหว่างสืบสวนติดตามจับกุมอยู่เชื่อว่าจะได้ตัวในเร็วๆ นี้

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของผู้ต้องหาพบว่า นายพีรวิชญ์มีประวัติก่อคดีประทุษร้ายเกี่ยวกับทรัพย์, ชิงทรัพย์ ทั้งหมด 7 ครั้ง ในพื้นที่สน.ปทุมวัน เมื่อปี 2558 โดย 2 คดีศาลได้ตัดสินไปแล้ว ส่วนอีก 5 คดีอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายสาหัส จากนั้นจึงได้ควบคุมตัวนายพีรวิชญ์ นายเฉลิมเกียรติ และนายทรงเดช ไปชี้จุดเพื่อประกอบคำรับสารภาพบริเวณ ถ.ศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ ก่อนควบคุมตัวกลับสน.ประเวศ โดยในวันที่ 19 ต.ค. เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่จะนำตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพระโขนงต่อไป