ชื่นชม “นักมวยกรง” พลเมืองดีช่วยวิ่งไล่จับคนร้ายลักทรัพย์ร้านขายโทรศัพท์มือถือกลางห้างดัง อ้างตกงานหาเงินจ่ายค่าเช่าห้อง ขณะเจ้าตัวลั่น ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน แค่อยากทำดีช่วยเหลือสังคม

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 พ.ค. พ.ต.ท.สมภพ นามบัณฑิต สว.สส.สน.พหลโยธิน ได้รับแจ้งว่า มีคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์ร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือภายในศูนย์การค้ายูเนี่ยนมอลล์ แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.พหลโยธิน ตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ที่เกิดเหตุเป็นร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือชื่อร้าน อันล็อค ไอที (Unlock IT) ต้ังอยู่บริเวณชั้นบี โซนไอที ของศูนย์การค้าดังกล่าว บริเวณโดยรอบมีผู้คนจำนวนมากกำลังยืนมุงดูเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยความสนใจ จากการตรวจสอบภายในร้านพบที่บริเวณประตูบานเลื่อนตู้โชว์โทรศัพท์มือถือถูกเปิดทิ้งไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเก็บร่องรอยลายนิ้วมือแฝงคนร้าย ส่วนตัวคนร้ายหลังก่อเหตุได้วิ่งหลบหนีออกนอกตัวอาคารมุ่งหน้าไปทางซอยลาดพร้าว 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร เจ้าหน้าที่จึงได้กระจายกำลังไล่ติดตาม กระทั่งต่อมาได้มีพลเมืองดีแจ้งข้อมูลเข้ามาว่าสามารถควบคุมตัวคนร้ายได้ทราบชื่อคือ นายสมศักดิ์ หรือ บอย สติพา อายุ 32 ปี ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกับของกลางโทรศัพท์มือถือ ที่บริเวณกลางซอยลาดพร้าว 1 จึงแบ่งกำลังอีกส่วนหนึ่งไปทำการตรวจสอบบริเวณดังกล่าว กระทั่งพบตัวคนร้ายพร้อมกับของกลางกำลังถูกพลเมืองดีควบคุมตัวไว้อยู่จริง จึงได้นำตัวมาทำการสอบสวนยัง สน.พหลโยธิน

น.ส.สิศิษา เดิมมา อายุ 33 ปี ชาว จ.นครพนม เจ้าของร้าน เล่าว่า ร้านตนอยู่ในโซนไอทีซึ่งจะมีร้านขายโทรศัพท์อยู่ติดกันหลายร้าน ซึ่งก่อนเกิดเหตุคนร้ายได้อาศัยจังหวะที่ตนออกจากร้านไปซื้ออาหารกลางวัน จึงทำให้ไม่มีใครอยู่เฝ้าร้าน ประกอบกับร้านข้างๆ ก็ไม่มีคนอยู่เช่นกัน คนร้ายจึงเดินเข้ามาแล้วเปิดตู้โชว์หยิบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อซัมซุง รุ่น j7 Core สีดำ จำนวน 1 เครื่อง มูลค่า 5,900 บาท ที่วางตั้งโชว์ภายในตู้ไป ซึ่งกว่าที่ตนจะทราบเรื่องคนร้ายก็ได้วิ่งหลบหนีไปก่อนแล้ว แต่ยังนับว่าโชคดีที่ในข่วงขณะที่คนร้านก่อเหตุมีคนเห็นว่ามีคนร้ายวิ่งออกมาจากร้าน ก่อนตะโกนร้องให้คนช่วยจับ ซึ่งขณะเดียวกันมีพลเมืองดีวิ่งไล่ตามคนร้ายไปและสามารถควบคุมตัวได้ดังกล่าว ซึ่งตนก็อยากฝากขอบคุณไปยังพลเมืองดีท่านนั้นเพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เขายึดมั่นทำดีต่อไป

ด้านนายเดชฏิล สรณ์สิริศุภทิน อายุ 28 ปี ชาว จ.เชียงใหม่ พลเมืองดีที่ช่วยจับคนร้าย กล่าวว่า ตนเป็นนักมวยอาชีพในสังกัดค่ายบางกอก ไฟแล๊บ ซึ่งส่วนใหญ่จะชกในรูปแบบมวยกรง หรือ ศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน ซึ่งจะชกตามทัวร์นาเมนต์ต่างๆ ที่จัดขึ้นทั้งในประเทศไทยและสิงคโปร์ แต่เนื่องจากช่วงนี้ยังไม่มีคิวชก จึงหันมารับจ้างเป็นช่างไฟฟ้าหารายได้เสริม โดยก่อนเกิดเหตุขณะที่ตนกำลังเดินสายไฟภายในร้านข้างๆ กับร้านที่เกิดเหตุได้พบเห็นคนร้ายท่าทีมีพิรุธเดินเข้าไปภายในร้านดังกล่าวก่อนจะหยิบเอาโทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง ภายในตู้โชว์ออกมาแล้ววิ่งหนีออกไปจากร้านในทันที ตนจึงได้วิ่งไล่ตามไปจนถึงบริเวณกลางซอยลาดพร้าว 1 คนร้ายเริ่มมีท่าทีอ่อนแรงลง ก่อนจะหยุดวิ่งแล้วยอมให้ตนจับ ก่อนจะแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับตัวคนร้าย ซึ่งการที่ตนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมตัวคนร้ายได้ในครั้งนี้ ตนไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เพียงแต่อยากทำดีเพื่อช่วยเหลือสังคมเพียงเท่านั้น

จากการสอบสวน นายสมศักดิ์ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ได้ลงมือก่อเหตุจริง โดยอ้างว่าที่ทำไปนั้นเพราะตนกำลังประสบปัญหาทางการเงิน ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้องเนื่องจากตกงานมาหลายเดือนแล้ว

...

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบว่า นายสมศักดิ์ มีหมายจับคดีลักทรัพย์ในพื้นที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ติดตัวอีก 1 คดี ซึ่งอยู่ระหว่างการหลบหนี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาลักทรัพย์ ก่อนส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ น.ส.สิศิษา เจ้าของร้านได้พบกับนายเดชฏิล พลเมืองดีที่ช่วยตามจับคนร้าย ได้ยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำขอบคุณเป็นการใหญ่ ก่อนที่นายเดชฏิล จะส่งมอบโทรศัพท์ของกลางคืนให้กับน.ส.สิศิษา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นสักขีพยานในการทำดีในครั้งนี้ด้วย.