"กรมบังคับคดี" เผยเตรียมขายทอดตลาดที่ดินสุวรรณภูมิ 4,000 ไร่ ล้างหนี้คดีทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทยให้เครือกฤษดา มูลค่า 8,900 ล้านบาท

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 เม.ย.61 น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยความคืบหน้าคดีการขายทอดตลาดทรัพย์สินในคดีทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ให้กับเครือกฤษดามหานคร หรือบริษัทเอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) ว่า วันที่ 6 มิ.ย.นี้ กรมบังคับคดีจะเปิดขายทอดตลาดที่ดินแปลงใหญ่ใกล้พื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ ราคาประเมิน 8,900 ล้านบาท เนื้อที่ 4,340 ไร่ ซึ่งฝ่ายโจทก์ คือ ธนาคารกรุงไทยแถลงขอขายรวมขายที่ดินทุกแปลงรวม 215 แปลง รวม 3 คดี ในการขายครั้งเดียว เนื่องจากเป็นที่ดินที่มีพื้นที่ต่อเนื่องกัน

นอกจากนี้ยังได้ติดตามความคืบหน้าการขายทอดตลาดที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่ถือครองอยู่ในชื่อ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ผ่านมากรมบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินไปแล้ว 2 ครั้ง ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ มูลค่า 107 ล้านบาท และจ.กาญจนบุรี มูลค่า 267 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังพบอีกว่า ยังมีที่ดินที่อยู่ในการถือครองในชื่อของนายศุภชัยในอีกหลายจังหวัด เช่น เชียงราย อุทัยธานี นครนายกและจังหวัดอื่นๆ อีก มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านบาท และขณะนี้กรมบังคับคดีอยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลเรื่องที่ดินจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการติดตามทรัพย์และดึงเงินเข้ามาสู่การฟื้นฟูกิจการเพื่อจ่ายค่าชำระหนี้คืนให้กับเจ้าหนี้กว่า 13,000 รายโดยมีกำหนดรอบหน้าในวันที่ 6 มิถุนายน นี้

"สำหรับเจ้าหนี้ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นตามแผนฟื้นฟูกิจการจะได้รับการทยอยชำระหนี้ในระยะเวลา 26 ปีในกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและอาจเสียชีวิตก่อนที่จะครบกำหนดชำระหนี้ กรมบังคับคดีจะจ่ายคืนให้กับทายาท ในส่วนของสมาชิกสหกรณ์และผู้ถือหุ้นในทางกฎหมายถือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจจะได้รับเงินคืนเมื่อการบริหารสหกรณ์มีกำไร" อธิบดีกรมบังคับคดีกล่าว
 
นางเพ็ญรวี มาแสง ผอ.สำนักกิจการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กล่าวว่า ในวันที่ 30 เม.ย. จะมีการประชุมแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทเอิร์ธ จำกัดหรือ เอิร์ธ (EARTH) จำกัด มหาชน โดยกรมฯ ได้ขอประสานใช้สถานที่สโมสรตำรวจวิภาวดีเพื่อรองรับเจ้าหนี้ 2,433 ราย มูลค่าหนี้ 145,000 ล้านบาท ล่าสุดได้รับการติดต่อจากเจ้าหนี้ว่าจะมาร่วมประชุมจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ 1,500 ราย
 
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับคดีดังกล่าวธนาคารกรุงไทยได้ร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ฉ้อโกงธนาคารโดยการปลอมแปลงใบตราส่งสินค้าทางเรือ (Bill of lading-B/L) นำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียของ บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด หรือ เอิร์ธ (EARTH) และนำมาใช้เป็นหลักฐานในการกู้เงินจากธนาคารกรุงไทย

...

ทั้งนี้ผู้บริหารธนาคารกรุงไทยชุดปัจจุบันเข้าไปตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวของธนาคารกับบริษัท เอิร์ธ กว่า 12,000 ล้านบาท ภายหลังจากที่บริษัท เอิร์ธผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงิน B/E และได้มีการผิดนัดชำระหนี้เป็นเงินเกือบ 1,800 ล้านบาท ขณะเดียวกันก็ขาดสภาพคล่องอย่างหนัก มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 47,000 ล้านบาท จนคณะกรรมการบริษัทมีมติให้เข้าสู่กระบวนการการฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลาย

โดยเจ้าหนี้รายใหญ่สุดของบริษัท เอิร์ธ คือ ธนาคารกรุงไทย มูลหนี้ประมาณ 12,000 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทย จำนวน 2,800 ล้านบาท ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำนวน 1,800 ล้านบาท และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า จำนวน 350 ล้านบาท