ไร้เบาะแสโจรชิงทองยายมา คดีไม่คืบ ตร.ลุ้นผลดีเอ็นเอ สั่งสายตรวจเข้มงวด ตร.เชื่อคนในพื้นที่ลงมือ มุ่งกลุ่มเสพยา เตือนชาวบ้านเฝ้าระวังทรัพย์สิน...
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2561 กรณีคนร้ายก่อเหตุอุกอาจ สวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย ทุบศีรษะ นางมา เกษมสุข อายุ 84 ปี อยู่บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ซอยเทศบาล 6/1 ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ก่อนชิงเอาทองรูปพรรณ รวมน้ำหนัก 7 บาท และเงินสด จำนวน 61,000 บาท ที่ติดตัวใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ หลบหนีไป
ล่าสุดยังไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ นอกจากนี้ยังได้มีการแจ้งเตือนไปยังพี่น้องประชาชน ให้ระมัดระวัง ดูแลสิ่งของมีค่าก่อนออกจากบ้าน หรือตรวจสอบกลุ่มผู้สูงอายุ ไม่ควรนำสิ่งของ ทรัพย์สินมีค่าจำนวนมากติดตัวไปด้วย หากออกนอกบ้าน หรือควรดูแลผู้สูงอายุที่ชอบอยู่ตามลำพัง ป้องกันมิจฉาชีพ หรือคนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุซ้ำ
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2561 ความคืบหน้าล่าสุดในการติดตามคนร้าย ทางตำรวจชุดสืบสวนยังคงเร่งสอบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมกับชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง แต่ยังไม่พบหลักฐานสำคัญ เนื่องจากจุดเกิดเหตุไม่มีกล้องวงจรปิด รวมถึงเส้นทางเสี่ยงไม่พบเบาะแสของคนร้าย ที่จะหลบหนีหลังก่อเหตุ เชื่อว่าจะเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งมีการวางแผนสังเกตพฤติกรรมผู้เสียหายมานาน ก่อนลงมือก่อเหตุ และฉวยโอกาสช่วงปลอดคน โดยทางตำรวจได้มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเสี่ยง ที่มีพฤติกรรมเสพยาเสพติด พร้อมได้สืบสวน นำผู้ต้องสงสัย จำนวน 2 คน มาตรวจเก็บดีเอ็นเอ ก่อนนำไปตรวจพิสูจน์เทียบกับหลักฐานที่ตรวจพบในจุดเกิดเหตุ และตามร่างกายของผู้เสียหาย และจะเป็นหลักฐานสำคัญในการติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี หลังผลการตรวจพิสูจน์ออกมา
...
ด้าน พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ ศรีจันทร์ ผกก.สภ.ศรีสงคราม เปิดเผยว่า เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในการติดตามคนร้าย จะมีเพียงหลักฐานในการตรวจดีเอ็นเอ ที่มีการนำตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย มาตรวจ อยู่ระหว่างการรอผลการตรวจพิสูจน์ ถือเป็นหลักฐานสำคัญ ในการติดตามจับกุมคนร้าย เพราะหลักฐานส่วนอื่น ยังไม่พบหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยง ต้องรอเพียงผลตรวจดีเอ็นเอเท่านั้น ควบคู่กัน ทางตำรวจยังเร่งสอบสวน หาหลักฐานเพิ่มเติมต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าคนร้ายจะต้องเป็นคนในพื้นที่ ดูจากพฤติกรรมการก่อเหตุจะต้องรู้ความเคลื่อนไหวผู้เสียหายอย่างดี
ผกก.สภ.ศรีสงคราม กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ได้มีการมอบหมายสั่งการให้ตำรวจ สายตรวจ เพิ่มความเข้มงวดดูแลป้องกันปัญหา อาชญากรรม ยาเสพติดในพื้นที่ โดยให้เพิ่มความถี่ในการออกตรวจในสถานที่เสี่ยง หรือจุดล่อแหลม 24 ชั่วโมง เป็นการป้องกันปราบปราม ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ พร้อมแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้ระมัดระวัง ช่วยกันสอดส่องดูแลทรัพย์สิน หากพบเบาะแสการกระทำผิด หรือมีบุคคลในชุมชนที่มีพฤติกรรมเป็นภัยกับสังคม ให้แจ้งตำรวจทันที รวมถึงผู้สูงอายุ ควรตรวจสอบดูแลไม่ให้อยู่บ้านลำพัง รวมถึงไม่ควรเก็บของมีค่าไว้กับตัวเอง หากอยู่ลำพัง เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาก่อเหตุอาชญากรรมตามมา.