ผู้การสระบุรี เร่งประชุมขอศาลออกหมายจับ อุ้มฆ่าน้องพลอยเผาอำพรางที่แก่งคอย หลังผลตรวจดีเอ็นเอทั้ง 3 คน พ่อแม่ลูกตรงกัน รอเพียงเอกสารยืนยันนิติเวชฯ จากนั้นจะนำหมายศาลไปแจ้งข้อหาฆ่าคนตายฯ กับอดีตสิบเอก ต่อไป...


จากเหตุฆาตกรรม อุ้มฆ่าเผาอำพรางศพ น.ส.พลอยนรินทร์ หรือ พลอย ผลิผล อายุ 28 ปี ที่หายตัวไป 3 ปี โดยคนร้ายคือ นายพลกฤต หรือ เอส วิเศษ อดีตแฟน ที่มีปากเสียงกันเรื่องหึงหวง จากนั้นน้องพลอยถูกฆ่านำศพมาเผาทิ้งที่ในป่าเขากะบุด ริมถนนสายแสลงพัน–แก่งคอย หมู่ 2 ต.ท่าคล้อ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จนคนร้ายถูกจับกุมได้ที่ จ.นครราชสีมา รับสารภาพเป็นคนฆ่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจดีเอ็นเอคนตาย เปรียบเทียบ ทั้ง พ่อ แม่ ลูก จนเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ผลออกตรงกัน ซึ่งเป็นการยืนยันว่า ผู้ตายคือ น.ส.พลอยนรินทร์ จริง

ต่อมา เวลา 09.00 น. วันที่ 15 ส.ค. ที่ห้องประชุมชั้น 3 สภ.แก่งคอย สระบุรี หลังจากทราบผลตรวจดีเอ็นเอพ่อแม่ลูกตรงกัน แล้ว พล.ต.ต.ชัยรัตน์ ทิพยจันทร์ ผบก.ภ.สระบุรี ได้เรียกประชุม เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้เกี่ยวข้องด้านคดี เพื่อแบ่งงานในการรวบรวมข้อมูลหลักฐานและพยานในคดีดังกล่าว เพื่อนำสู่การขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสระบุรี ที่จะแจ้งข้อกล่าวหา นายพลกฤต หรือ เอส วิเศษ อดีตทหารยศนายสิบเอกสังกัดศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน จ.ลพบุรี ว่า เป็นผู้ก่อเหตุฆ่าน้องพลอย โดยมีการประชุมกันประมาณ 1 ชั่วโมง

พล.ต.ต.ชัยรัตย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับผลตรวจดีเอ็นเอของ น.ส.พลอยนรินทร์, นางพัชรี ผู้เป็นแม่ และ นายวิชา พ่อ ทั้ง 3 คนตรงกันอย่างไม่เป็นทางการ ในวันนี้จึงได้มีการประชุมเจ้าหน้าที่นายตำรวจของ 2 โรงพัก ได้แก่ สภ.แก่งคอย และ สภ.หินซ้อน เพื่อที่จะแบ่งงานในการเร่งรัดทำสำนวนคดีฆ่าน้องพลอย

...

"หลังจากตำรวจติดตามจับกุมตัวคนร้าย คือ นายพลกฤต หรือ เอส วิเศษ ได้รับสารภาพว่า ได้ฆ่า น้องพลอย และนำมาเผาทิ้งในป่า ริมถนนเขากะบุด หมู่ 2 ต.ท่าคล้อย อ.แก่งคอย จึงได้มีการประชุมเพื่อเร่งรวบรวมหาหลักฐานและพยาน เพื่อทำการเข้าสู่การขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสระบุรี ซึ่งถ้าศาลจังหวัดสระบุรี อนุมัติหมายออกมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะนำหมายศาลไปสู่การแจ้งข้อกล่าวหากับตัวผู้ต้องหา ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 ในข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ ส่วนเอกสารยืนยันเรื่องดีเอ็นเอนั้น ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสระบุรียังรอเอกสารยืนยันป็นทางการของสถาบันนิติเวชฯ เมื่อได้มาก็จะดำเนินการในเรื่องหมายจับทันที".