ไลฟ์สไตล์
100 year

GULF โชว์กำไรไตรมาส 4/63 เพิ่มขึ้น 85% เตรียมจ่ายปันผล 0.38 บาท

ไทยรัฐออนไลน์
23 ก.พ. 2564 10:32 น.
SHARE

กัลฟ์ เผยกำไรไตรมาส 4 ปี 63 อยู่ที่ 1,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่เยอรมนี

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยว่า บริษัทได้รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2563 โดยมีกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) เท่ากับ 1,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

ข่าวแนะนำ

ทั้งนี้ สาเหตุหลักมาจากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 465 เมกะวัตต์ ที่เยอรมนี ในไตรมาส 4 ปี 2563 เป็นไตรมาสแรก หลังจากที่ GULF ได้เข้าซื้อหุ้น 50% ในเดือน ก.ย. 63 นอกจากนี้ยังได้รับอานิสงส์จากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) กำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 25 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือน มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 GULF มีรายได้รวม (Total Revenue) เท่ากับ 35,833 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปี 2562 และมี Core Profit เท่ากับ 4,478 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จาก 3,509 ล้านบาทในปีก่อน โดยปัจจัยหลักคือการรับรู้กำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเล BKR2 กำไรของโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG และรับรู้กำไรเต็มปีของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม จำนวน 119 เมกะวัตต์

ประกอบกับต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติที่ลดลงจาก 272.90 บาทต่อล้านบีทียู ในปี 2562 เป็น 244.51 บาทต่อล้านบีทียู ในปี 2563 ในขณะที่ ค่า Ft เฉลี่ยลดลงในอัตราที่น้อยกว่า จาก (0.1160) บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2562 เป็น (0.1188) บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในปี 2563 ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย (Gross Profit Margin) สูงขึ้น จาก 23.9% ในปี 2652 เป็น 27.6% ในปี 2563

ทั้งนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP 7 โรงภายใต้กลุ่ม GJP ยังมีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ.เพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 2562 มีการหยุดซ่อมบำรุงหลัก (Major Overhaul) ของโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 6 โครงการ ในขณะที่ปี 2563 มีโรงไฟฟ้า SPP หยุดซ่อมบำรุงหลักเพียง 1 โครงการ ในส่วนของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP 12 โรงภายใต้กลุ่ม GMP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ.เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากปี 2563 เป็นปีแรกที่โครงการ 12 SPPs ทั้งหมดภายใต้กลุ่ม GMP ขายไฟฟ้าครบเต็มปีหลังจากทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ระหว่างปี 2560-2562

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม GJP และ GMP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยในปี 2563 เมื่อเทียบกับปี 2562 เนื่องจากลูกค้าบางส่วนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มสิ่งทอ ในขณะที่ลูกค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มบรรจุภัณฑ์มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว จึงทำให้บริษัทฯได้รับผลกระทบอย่างจำกัดจากโควิด

ทั้งนี้ ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวสู่ระดับปกติแล้วในช่วงปลายปี 2563 ปัจจุบัน บริษัทฯขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ในสัดส่วน 88% และขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมเพียง 12% นอกจากนี้ กำไรในปี 2563 ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการที่บริษัทฯได้รับเงินปันผลจากการลงทุนใน INTUCH จำนวน 295 ล้านบาท และ SPCG จำนวน 142 ล้านบาทอีกด้วย

ในส่วนของกำไรสุทธิ (Net Profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่สำหรับปี 2563 เท่ากับ 4,282 ล้านบาท ลดลง 12.4% จากปีก่อน เนื่องจากรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของบริษัทฯแต่อย่างใด

ณ วันที่ 31 ธ.ค. 63 บริษัทฯมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Interest-Bearing Debt to Equity) อยู่ที่ 1.47 เท่า เมื่อเทียบกับข้อกำหนดสิทธิสำหรับหุ้นกู้ (Bond Covenant) ที่ 3.50 เท่า เนื่องจากในเดือน ก.ย. 63 บริษัทฯได้มีการเพิ่มทุน จำนวน 32,000 ล้านบาท โดยเสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) ซึ่งทำให้บริษัทฯมีศักยภาพในการขยายการลงทุนในอนาคตได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท

คาดรายได้รวมปี 64 เติบโต 50% เตรียมปันผล 0.38 บาท

นางสาวยุพาพิน กล่าวอีกว่า รายได้ของปี 2564 คาดว่าจะเติบโตขึ้นประมาณ 50% จากปี 2563 เนื่องมาจากการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้า IPP 2,650 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ GSRC หน่วยที่ 1 และ 2 ซึ่งมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 1,325 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือน มี.ค. และ ต.ค.64

อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในทะเลที่ประเทศเวียดนาม (Mekong Wind) ระยะที่ 1-3 มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 128 เมกะวัตต์ จะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าในเดือน พ.ค. และ ต.ค. 64 และโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ประเทศโอมาน จำนวน 326 เมกะวัตต์ (DIPWP) ระยะที่ 1 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 40 เมกะวัตต์ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปีนี้

ทั้งหมดนี้จะทำให้ GULF มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งเพิ่มขึ้นจาก 6,409 เมกะวัตต์ ในปี 2653 เป็น 7,903 เมกะวัตต์ ในปี 2564 นอกจากนี้ในปี 2564 บริษัทฯจะเริ่มรับรู้กำไรเต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าลมในทะเล BKR2 และโครงการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ PTT NGD ที่บริษัทฯได้เข้าซื้อในสัดส่วน 40% ในเดือน ธ.ค. 63 ที่ผ่านมา ประกอบกับรับรู้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนในหุ้น INTUCH อีกด้วย

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯยังได้มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯประจำปี สิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.63 ในอัตราหุ้นละ 0.38 บาท หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ เท่ากับ 88%

โดยจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 8 มี.ค.64 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 28 เม.ย. 64 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 5 มี.ค.64 และกำหนดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2564 ในวันที่ 9 เม.ย. 64.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

GULFผลประกอบการ GULFยุพาพิน วังวิวัฒน์บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)GULF จ่ายปันผลไฟฟ้าพลังงานลมหุ้นไทยตลาดหุ้นข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 9 มีนาคม 2564 เวลา 05:03 น.