ข่าว
100 year

"แอลวายจี" ปรับเป้าทองปี 63 ชี้ปัจจัยหนุน คาดราคาพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี

ไทยรัฐออนไลน์22 ก.พ. 2563 03:52 น.
SHARE

"วายแอลจี" เผยราคาทองคำปีนี้ พุ่งแรงทะลุแนวต้านแรกที่เคยคาดไว้ ชี้ปัจจัยหนุนราคาทองคำในตลาดโลกพุ่ง เหตุ "ความกังวลการระบาดไวรัส COVID-19 ที่จะกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง-ปัญหาความไม่สงบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ-เงินบาทอ่อนค่าจากการปรับลดดอกเบี้ย" แนะจังหวะเข้าลงทุน ที่แนวรับ 1,545 ดอลลาร์ต่อออนซ์

เมื่อวันที่ 21 ก.พ.63 นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) ผู้นำเข้าและส่งออกทองคำแท่งรายใหญ่ของไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 7 ปีว่า ภาพรวมในปีนี้ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น หลังจากผ่านบริเวณ 1,616 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของราคาทองคำในเดือน มี.ค.ปี 2556 และเป็นกรอบแนวต้านแรกของปีนี้ที่ YLG เคยประเมินไว้ ทำให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อ โดยจะมีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 1,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากผ่านได้จะมีแนวต้านถัดไปอยู่ในโซน 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นโซนระดับสูงสุดของราคาช่วงเดือน ก.พ. , ก.ย. และ ต.ค.ปี 2555 และเป็นจุดที่ราคาทดสอบหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถผ่านได้ 

ส่วนราคาทองคำในประเทศคาดว่า จะยังคงได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท เนื่องจากปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกร การระบาดของไวรัส COVID-19 ที่กระทบต่อภาคท่องเที่ยง หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนหายไป ซึ่งส่งผลให้ GDP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจะเพิ่มโอกาส ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบของการอ่อนค่า จึงเพิ่มโอกาสที่ราคาทองคำในประเทศจะแตะระดับ 25,500-27,000 บาทต่อบาททองคำภายในปีนี้ 

"ปีนี้เป็นปีที่ราคาทองคำทะยานขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี โดยราคาทองคำในตลาดโลก หรือ Gold Spot ปรับตัวสูงขึ้น 118 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือเพิ่มขึ้น 7.78 % จากราคาเปิด 1,517 สู่ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่ระดับ 1,635 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี โดยทองคำได้รับปัจจัยบวกหลายเรื่องในปีนี้ ได้แก่ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านในช่วงต้นปี ล่าสุดเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือ Covid 19 ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก กระตุ้นการคาดการณ์เฟดลดดอกเบี้ยปีนี้ ส่วนตลาดบอนด์กลับมาเกิดภาวะ inverted yield curve ระหว่างบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 3 เดือน และอายุ 10 ปี ซึ่งยิ่งสร้างความวิตกว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯอาจเผชิญภาวะถดถอย (Recession)ในอนาคต ทั้งนี้ไม่เพียงแต่ราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้น แต่ราคาทองคำในประเทศได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม จากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเนื่องจาก กนง.ลดดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลังเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน จึงมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยอีกในอนาคต จากการอ่อนค่าของค่าเงินบาท จึงทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้น 2,800 บาทต่อบาททองคำ หรือ +12.93% จากราคาเปิดที่ 21,650 บาทต่อบาททองคำ สู่ระดับ 24,450 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.ปี 2556 หรือสูงสุดในรอบกว่า 7 ปี" นางพวรรณ์ กล่าว 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในปี 2563 สามารถหาจังหวะเข้าซื้อใกล้บริเวณแนวรับ 1,545 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 23,100 บาทต่อบาททองคำ และทยอยแบ่งพอร์ตเพื่อขายทำกำไรเป็นระยะ โดยขายทำกำไรบริเวณแนวต้าน 1,700-1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 25,500-27,000 บาทต่อบาททองคำ อย่างไรก็ดี หากหลุดแนวรับ 1,545 ดอลลาร์ต่อออนซ์ควรตัดขาดทุบางส่วน แล้วถอยจุดซื้อไปยังแนวรับถัดไปบริเวณ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 21,600 บาทต่อบาททองคำ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทองทองคำราคาทองคำตลาดทองคำลงทุนทองคำข่าวทั่วไป

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้