ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    อสังหาริมทรัพย์ยุคหลังโควิด ชูงานวิจัยควบคู่พัฒนาที่อยู่อาศัยรับ "วิถีชีวิตเศรษฐกิจติดบ้าน"

    Advertorial13 ก.ค. 2563 06:01 น.
    SHARE



    สถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกที่ดำเนินไป ได้ส่งผลต่อแนวคิดของผู้ที่กำลังวางแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัย จากเดิมเหตุผลที่คนส่วนใหญ่เลือกซื้อ คือ "ทำเล" มาเป็นอันดับแรก เช่น ทำเลใกล้รถไฟฟ้า ตั้งอยู่ในใจกลางเมือง เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางไปมาสะดวก แต่เหตุผลใหม่ที่ศูนย์อนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FutureTales Lab) วิเคราะห์ออกมาว่า การเก็บตัวอยู่กับบ้านในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดได้ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคต่อการลงทุนซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของคอนโด ทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว ประเด็นเรื่อง "ระยะห่างทางสังคม" อาจจะถูกเลือกเป็นอันดับต้นๆ แทนที่ "ทำเล" เพราะทุกคนต้องการลดการเดินทางลง ต้องการความปลอดภัย และต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพิ่มขึ้น เพราะการที่สามารถทำงานได้จากที่บ้าน (Work from home) ไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาในเมืองแต่อย่างเดียว

    โครงการอสังหาริมทรัพย์ จึงอาจต้องมีการออกแบบวางผังโครงการ หรือ มีบริการต่างๆ ที่สามารถรองรับ และช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตที่บ้านที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

    ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา ฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ (FuureTales Lab) อธิบายว่า จากงานวิจับพบว่า มีเทรนด์หลักๆ ที่ทำให้ วิถีความคิดของผู้บริโภคในแง่การตัดสินใจซื้อบ้านกำลังเปลี่ยนแปลงไป

    โดยพบว่าคนเรามีความต้องการพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น Prioritizing Space Over Convenience คือ วิถีความคิดของผู้บริโภคในแง่การซื้อที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนไป เพราะที่ผ่านมาทุกอย่างจะรวมตัวกันอยู่ในกลางเมือง โดยยึดเอาแนวเส้นการเดินทางที่ใกล้รถไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในการเลือกซื้อ แต่ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการทำงานในอนาคต สามารถทำงานที่บ้านได้ ดังนั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่ทำงานทุกวัน จึงอาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกที่อยู่อาศัย ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมือง หรือ อาศัยในคอนโดมิเนียมขนาดเล็กกลางใจเมืองต่อไป แต่อาจปรับเปลี่ยนเป็นบ้านนอกเมือง แต่มีพื้นที่มากขึ้น มีสวน การปรับเปลี่ยนบ้านพักตากอากาศ (vacation home) มาใช้อาศัยประจำแทน

    อีกทั้งมีแนวคิดว่า บ้านคือทุกสิ่ง Everything At Home หรือที่เรียกว่า เศรษฐกิจติดบ้าน อันเนื่องมาจากสถานการณ์โรคระบาด ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไป เริ่มเคยชินกับการอาศัยอยู่ในบ้าน ทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ภายในที่พักอาศัยของตนเอง ส่งผลต่อความต้องการที่พักอาศัยที่อาจจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่สามารถอาศัยในพื้นที่ที่มีขนาดเล็กได้ แต่ขณะนี้อาจจะไม่เพียงพอ และต้องการมีพื้นที่ที่สามารถทำอะไรได้หลายหลากมากยิ่งขึ้น อย่าง คอนโดมิเนียม ก็ต้องมีพื้นที่สำหรับการทำอาหาร พื้นที่ทำงานและออกกำลังกายได้ในขณะเดียวกัน

    ศูนย์ FutureTales Lab ที่จับตามองประชากรของโลกในยุคอนาคต หรือ Citizen of the future ผ่านการศึกษาเพื่อสะท้อนแนวโน้มของกลุ่มเจนเนอเรชั่น Z (กลุ่มที่เกิด 1997–2012) ที่จะมีบทบาทสำคัญในวิถีและทิศทางของประเทศและโลกต่อไป โดยข้อมูลของกลุ่มเจนนี้แสดงถึงการใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีตลอดเวลา หรือ Always on รวมถึงการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ เนื่องด้วยกระแสวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะทำให้กลุ่มคนเจนนี้เปลี่ยนวิถีการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อไปสู่โลกและสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำงานผ่านธุรกิจและวิถีชีวิตที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

    งานวิจัยเรื่องวิถีชีวิตไทยในอนาคต (future of living) สะท้อนผลวิจัยด้านกลุ่มผู้สูงวัยที่มีแนวโน้มการใช้ชีวิตและอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ปัจจัยสำคัญที่จะสะท้อนแนวโน้มดังกล่าวนั้นผ่านการให้สำคัญกับความหมายของชีวิต (sense of meaning) วัตถุประสงค์ของการใช้ชีวิตและเรียนรู้ระหว่างวัยผ่านการดูแลทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพอารมณ์ โดยตามแนวคิดผู้สูงวัยในถิ่นที่อยู่อาศัย (age-in-place) ที่ช่วยให้ผู้สูงวัยได้รับความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่จำเป็นเฉพาะวัย รวมไปถึงการได้อยู่ร่วมกับครอบครัว เพื่อน และชุมชน ถือเป็นรากฐานของการสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยของโครงการฟอเรสเทียร์ ที่เน้นส่งเสริมการสร้างชุมชนที่มีคนหลากหลายวัยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน โดยมีองค์ประกอบด้านสิ่งแวดล้อมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของสมาชิกทุกๆ วัย

    นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดนิวนอร์มอลครั้งนี้ ทาง MQDC ได้ให้ความสำคัญด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมความต้องการที่อยู่อาศัยและเทรนด์ในอนาคต ก่อนที่จะพัฒนาโครงการขึ้นมา ซึ่งถือเป็น DNA ของทุกโครงการในเครือ ที่ต้องมีผลวิจัยรองรับและนำมาต่อยอดสร้างโครงการ

    จากงานวิจัยทำให้เรามองเห็นทิศทางในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในอนาคตว่า เราต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยไปพร้อมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ไม่เพียงการพัฒนางานก่อสร้างภายนอก หรือ ตกแต่งภายในอาคารที่ต้องมีคุณภาพ เราต้องเข้าใจพฤติกรรมด้านไลฟ์สไตล์และแนวความคิดของผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อบ้านอย่างลึกซึ้งด้วย เพื่อให้การออกแบบที่เกี่ยวกับบ้านได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มความสุขในชีวิตให้มากขึ้น เราจึงได้ตั้งมาตรฐาน "MQDC Standard" ในทุกโครงการ อาทิ การใช้วัสดุตกแต่ง และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อาศัย ใช้ไม้ปลูกเชิงพาณิชย์ที่ได้รับการรับรองจากองค์การจัดการด้านป่าไม้ (FSC) ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ กำหนดให้ใช้สีที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้อาศัย มีการวิจัยคุณภาพอากาศ โดยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศระดับเมืองในโครงการแมกโนเลียส์ ราชดำริ และ วิสซ์ดอม สุขุมวิท 101 นอกจากนี้ เรายังมีการรับประกันการดูแลโครงการของเราเป็นเวลา 30 ปี ใน 4 เรื่องด้วยกันให้กับลูกค้าของเรา คือ งานโครงสร้าง งานระบบน้ำ-ไฟ การใช้งานของประตูหน้าต่าง และการรั่วซึมของหลังคา เป็นต้น

    • หลังโควิดแล้ว จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา (FutureTales Lab) พบว่า การทำงานที่บ้าน (Work from home) ทำให้เกิดการนำไปสู่วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจติดบ้าน ดังนั้นทำเลใจกลางเมืองอย่างเดียวจึงไม่ใช่เรื่องหลัก แต่ชีวิตความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อมกำลังเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ซึ่งสอดคล้องกับเมกะโปรเจกต์ของเราคือ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ ได้นำผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) บ่งชี้ว่า ถ้ามนุษย์เราได้อยู่กับธรรมชาติทุกวันจะช่วยลดสภาวะความเครียด และเป็นปัจจัยส่งเสริมให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น เราพบว่าประเทศไทยมีปริมาณพื้นที่สีเขียวต่อประชากร 1 คน น้อยกว่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกที่ได้ตั้งไว้

      เราจึงนำผลการศึกษามาแก้ปัญหา ด้วยการสร้างความยั่งยืนของพื้นที่สีเขียว สร้างป่าแท้ๆ ให้เกิดขึ้นจำนวน 30 ไร่ และพื้นที่สีเขียวปกคลุมอีกมากกว่า 70% ในโครงการเป็นโครงการแรกของโลก มีความสมบูรณ์เป็นเมืองเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ ประกอบด้วย คอนโดวิสซ์ดอมสำหรับคนวัยทำงาน บ้านเดี่ยวกลุ่มแบบคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ มัลเบอร์รี่ โกรฟ (Mulberry Grove) และคอนโด ดิ แอสเพน ทรี (The Aspen Tree) ที่รองรับตลอดชีวิตของผู้สูงวัย ซึ่งจะรวมถึงเรื่องสุขภาพและสภาวะที่อาจจะต้องการการดูแลต่อไป"

    • นอกจากนั้นทาง MQDC ของเรายังเน้นการมีพันธมิตรระดับโลก เพื่อมาร่วมพัฒนาโครงการหลายราย ดังเช่นอาณาจักร ‘เดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS)’ มีแบรนด์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านที่พักระยะสั้นและระยะยาวในระดับโลกมาเป็นพันธมิตร อาทิ ซิกส์เซนส์ (Six Senses) ที่จะมีทั้งที่อยู่อาศัยและโรงแรม

      F & P (Thailand) เป็นที่ปรึกษาและร่วมออกแบบโครงการ

      ITEC Entertainment มาออกแบบไลฟ์สไตล์ด้านสันทนาการและประสบการณ์เพื่อผู้อยู่อาศัย

      Atelier Ten มาร่วมวางแผนการป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน รวมถึงการวิจัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในด้านไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยในรูปแบบต่างๆ

      และเพื่อให้สอดคล้องกับงานวิจัยของศูนย์วิจัยอนาคตศึกษาที่ว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ทางเราก็ได้มีการเป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี คือ Huawei ที่จะร่วมพัฒนา Smart city จาก Digital platform ของ Huawei โดยจะเริ่มจากโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ (THE FORESTIAS) ที่เป็นเมืองคู่ป่า คุณวิสิษฐ์กล่าว

    นอกจากนั้นแล้ว เรามีโครงการที่เกิดขึ้นจากผลวิจัยและสอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ คือ ‘มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท (Mulberry Grove Sukhumvit)’ ที่ได้เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ออกแบบให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวหลากหลายช่วงวัยเพื่อทุกเจเนอเรชั่น จากงานวิจัยที่ว่าคนเรามีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันกับครอบครัว มีบริการเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี มีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่คอยให้คำปรึกษา และความช่วยเหลือตลอด 24 ชม. มีพื้นที่ห้องครัวขนาดใหญ่รับไลฟ์สไตล์ที่นิยมทำอาหารในบ้านมากขึ้น ซึ่งพบว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค

    ปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ MQDC อยู่ระหว่างการพัฒนาแบบ ขาย ก่อสร้าง และอยู่ในช่วงการโอน ทั้งหมด 24 โครงการ มูลค่ารวมมากกว่า 300,000 ล้านบาท โดยมีโครงการระดับซุปเปอร์ลักซ์ชัวรี่ที่ร่วมทุน ได้แก่ แมกโนเลียส์ วอเตอร์ฟรอนท์ เรสซิเดนซ์ ณ ไอคอนสยาม, เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท แมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ มีลูกค้าโอนไปแล้วเกือบ 100% และกว่า 60% ตามลำดับ มูลค่าโครงการรวม 2 โครงการกว่า 20,000 ล้านบาท และมียอดโอนรวมกันกว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นความไว้วางใจจากผู้บริโภค รวมทั้งยังได้แมนดาริน โอเรียนเต็ล มาเป็นผู้ให้บริการแก่เจ้าของห้อง นอกจากนี้ยังมีโครงการอื่นๆ ของบริษัท อาทิ วิสซ์ดอม อเวนิว รัชดา-ลาดพร้าว, วิสซ์ดอม สเตชัน รัชดา-ท่าพระ, วิสซ์ดอม คอนเนค สุขุมวิท, วิสซ์ดอม เอสเซ้นส์ สุขุมวิท, วิสซ์ดอม อินสปาย สุขุมวิท, และมีโครงการที่ยังเดินหน้าก่อสร้างพร้อมเปิดขายแล้วจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ เดอะ ฟอเรสเทียส์, เดอะ สแตรนด์, มัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิท รวมทั้งมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มอีก 3-5 โครงการ

    โดยทางบริษัทมองว่าวิกฤติโควิดเป็นโอกาสที่จะได้เสนอการอยู่อาศัยที่ดีในแบบ For All Well-Being เพื่อสุขภาพกายใจที่ดีตามวิถีชีวิตใหม่หลังโควิดได้ผ่านพ้นไป

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    MQDCแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่นมัลเบอร์รี่ โกรฟ สุขุมวิทMulberry Grove Sukhumvitโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัยวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo